ซูการ์โน


“ในประเทศอินโดนีเซียเสรีการต่อสู้จะยังดําเนินต่อไป เพียงแต่จะแปลกไปในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่
ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้บรรลุหลักการที่อยู่ใน‘ปัญจสีลา’”

ซูการ์โน
ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย ในสุนทรพจน์ “กำเนิดของปัญจสีลา”  ๑ มิถุนายน ๒๔๘๙/๑๙๔๖

วันประกาศเอกราช๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๘/๑๙๔๕
ชื่อทางการสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)
เมืองหลวงจาการ์ตา
ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ
ประชากร๒๔๘,๖๔๕,๐๐๘ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook)
ภาษาราชการภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia)

ซูการ์โนเกิดวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๔๔๔/๑๙๐๑ ในเกาะชวาตะวันออก  ในวัยเด็กครอบครัวสนับสนุนให้เขาเป็น “คนสำคัญ มีประโยชน์ พร้อมรับแสงอรุณ และมีอุดมการณ์” อิทธิพลทางความคิดนี้มาจาก “วาหยัง” หรือหนังตะลุงอินโดนีเซีย ที่เล่าความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชวาโบราณ  เขาถูกส่งไปเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนของชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ที่เมืองสุราบายา โดยมีผู้ดูแลคือ อุมาร์ ซาอิด โจโครอามิโนโต (Umar Said Cokroaminoto) แกนนำและนักกล่าวสุนทรพจน์คนสำคัญของสหพันธ์การค้าอิสลาม (Sarekat Dagang Islam) สหพันธ์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของนักหัตถกรรมผ้าบาติก เพื่อต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าอาณานิคมฮอลันดา ต่อมาสหพันธ์ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมนี้ได้มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง ซูการ์โนจึงมีโอกาสซึมซับประสบการณ์หลายแบบ เช่น อ่านหนังสือได้หลายภาษา ติดต่อกับผู้นำฝ่ายอิสลามและสังคมนิยม จนรู้จัก “การเมือง” ตั้งแต่เด็ก  จากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ในสถาบันเทคนิคเมืองบันดุง  ทว่าเมื่อโจโครอามิตาโนโตถูกจับ และที่บ้านมีปัญหาการเงิน ซูการ์โนก็กลับบ้านและกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “พรรคชาตินิยมอินโดนีเซีย” ที่มีสมาชิกถึง ๑ หมื่นคนในปี ๒๔๖๙/๑๙๒๖
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดระแวงให้แก่ฮอลันดา พรรคชาตินิยมอินโดนีเซียจึงถูกยุบ ซูการ์โนถูกจับ  เขาได้รับการปล่อยตัวในปี ๒๔๗๔/๑๙๓๑ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองจนถูกเนรเทศไปเกาะฟลอเรสและเบิงกูลูในปี ๒๔๗๖/๑๙๓๓  ต้องรอจนญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซียในปี ๒๔๘๔/๑๙๔๑ จึงได้รับการปล่อยตัวพร้อมนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ
เมื่อญี่ปุ่นตกลงทำงานร่วมกับกลุ่มนักชาตินิยมโดยชูประเด็นต่อต้านนักล่าอาณานิคมตะวันตก จึงมีการตั้งศูนย์ “ปูเตระ” (Pusat Tenaga Rakjat – Putera) องค์กรรวมนักชาตินิยมอินโดนีเซียและตั้งกองกำลัง “เปตะ” กองกำลังทหารอาสาซึ่งได้รับการฝึกแบบญี่ปุ่น  แม้ในทางปฏิบัติองค์กรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ญี่ปุ่นดูเป็นผู้ปลดปล่อย ทว่าในความเป็นจริงไม่มีบทบาทจริงจังนัก แต่ก็ทำให้ซูการ์โนกลายเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นในเวลานั้น
๑ มิถุนายน ๒๔๘๘/๑๙๔๕ ระหว่างที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในแนวรบทั่วเอเชีย ซูการ์โนร่าง “ปัญจสีลา” ๕ ข้อ ซึ่งทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ ในวันที่ ๑๗ สิงหาคมปีเดียวกัน มันถูกประกาศพร้อมกับพิธีประกาศเอกราชที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในสวนหน้าบ้านพักของซูการ์โนในกรุงจาการ์ตา  เขาอ่านคำประกาศอิสรภาพต่อหน้ากองทหารเปตะว่า “บัดนี้ชาวอินโดนีเซียขอประกาศเอกราช  ภารกิจอื่น ๆ และการส่งถ่ายอำนาจจะจัดการต่อไปโดยเร็วที่สุด”  จากนั้นฟาตมาวาตี ภรรยาของซูการ์โนจึงคลี่ผืนธงชาติที่เย็บเตรียมไว้ส่งให้ทหารชักขึ้นสู่ยอดเสา พร้อมบรรเลงเพลง “อินโดนีเซียรายา” (อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่) อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
สิ่งที่ตามมาคือช่วงเวลาอันยากลำบาก  ซูการ์โนเผชิญความท้าทายในการรวมประเทศ ระหว่างปี ๒๔๘๘/๑๙๔๕-๒๔๙๒/๑๙๔๙ เขาต้องเผชิญกับการกบฏของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มคอมมิวนิสต์ เผชิญหน้าทางทหารกับฮอลันดาที่พยายามกลับมาปกครองอินโดนีเซียอีก ๒ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาถูกฮอลันดาจับกุมตัวพร้อมผู้นำคนอื่น ก่อนที่แรงกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮอลันดายอมให้เอกราชแก่อินโดนีเซียในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๙๒/๑๙๔๙  อินโดนีเซียจึงฉลองวันชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิในปี ๒๔๙๓/๑๙๕๐
ทว่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๔๙๘/๑๙๕๕ ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ซูการ์โนเสนอ “ระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ” (Guided Democracy) ยุบสภาผู้แทนราษฎร หันมาใช้รัฐสภาที่มีตัวแทนจากหลายสาขาอาชีพ ตั้งรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ยุบพรรคการเมืองหลายพรรค และเพิ่มอำนาจให้ตนเอง  ผลที่ตามมาคือบทบาทของกองทัพมีมากขึ้น
อินโดนีเซียยุคซูการ์โนดำเนินนโยบายต่างประเทศได้โดดเด่น เขาร่วมกับผู้นำอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และพม่า จัดประชุมกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกาที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เมืองบันดุง เพื่อเน้นนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและถ่วงดุลอำนาจค่ายคอมมิวนิสต์และเสรีประชาธิปไตย
อำนาจของซูการ์โนลดลงเมื่อเกิดความพยายามทำรัฐประหารในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เรียกกันติดปากว่า “เกสตาปู” แต่ล้มเหลวเพราะนายพลซูฮาร์โตผู้นำกองกำลังยุทธการสามารถปราบปรามได้  เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ซูฮาร์โตมีบทบาทโดดเด่นขึ้นและค่อย ๆ ขึ้นสู่อำนาจ  ในที่สุดซูการ์โนก็ถูกบีบให้ลาออกในปี ๒๕๑๑/๑๙๖๘ ทำให้อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่ยุค “ระเบียบใหม่” (Order Baru) ที่มีนายพลซูฮาร์โตและกองทัพเป็นผู้นำ
ซูการ์โนอำลาโลกนี้ไปในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๓/๑๙๗๐ เมื่ออายุได้ ๖๙ ปี

ผู้เลือก :  อัลฟอไรนัส เกรกอเรียส ปอนตัส (Alforinus Gregorius Pontus) 
บาทหลวงชาวอินโดนีเซีย วัย ๕๐ ปี

ในอินโดนีเซียเรื่องของซูการ์โนเล่าต่อกันมาในลักษณะประวัติศาสตร์บอกเล่า  คนเฒ่าคนแก่จำนวนมากยังจำเรื่องของเขาได้  เมื่อเราได้ยินชื่อซูการ์โนเรารู้สึกมีกำลังใจ  ผมรับรู้เรื่องของเขาครั้งแรกตอนอายุ ๗ ขวบ  ตอนนั้นเป็นยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โตแล้ว  แม้ภายใต้การปกครองที่มีลักษณะเผด็จการห้ามสอนเรื่องพวกนี้ แต่หลายคนก็ยังกล้าพูดถึงซูการ์โน  ปัจจุบันยังมีกลุ่มของ เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี บุตรสาวของซูการ์โนที่พยายามทำให้เรื่องของเขาเป็นที่รับรู้อีกครั้ง  อย่างไรก็ตามหลักปัญจสีลาคือเรื่องที่เด็ก ๆ ต้องเรียน
“อินโดนีเซียยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าวีรบุรุษ บุคคลสำคัญ  เราต้องการผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  จริง ๆ เรายังมีวีรบุรุษระดับท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก และทางการจะประกาศชื่อวีรบุรุษและวีรสตรีของชาติเพิ่มขึ้นเป็นระยะ  แน่นอน ซูการ์โนมีข้อผิดพลาด เขามีอำนาจมากเกินไป เมื่อครองอำนาจนานก็กลายเป็นเผด็จการ  แต่สำหรับคนอินโดนีเซียเขายังได้รับความนับถือในฐานะบิดาแห่งเอกราชและวีรบุรุษซึ่งต่างจากซูฮาร์โตที่ไม่ได้รับเกียรตินี้แม้จะครองอำนาจยาวนานเช่นกัน
“ปัจจุบันคนอินโดนีเซียไม่ได้ตื่นตัวกับกระแสอาเซียนมากนัก คนที่พูดเรื่องนี้บ่อยที่สุดคือรัฐบาลอินโดนีเซียที่บอกว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร  คนที่อยู่ห่างกรุงจาการ์ตาก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้  พูดง่าย ๆ รัฐบาลเริ่มประชาสัมพันธ์แต่คนจำนวนมากก็ยังยุ่งกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองมากกว่า”
- See more at: http://www.sarakadee.com/2013/04/10/sukarno/#sthash.wRwDEfFt.dpuf

เหงวียน จ๋าย


“แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่เข้มแข็งและอ่อนแอแต่ไม่มีครั้งใดที่เราจะขาดวีรบุรุษ”

เหงวียน จ๋าย
Bình Ngô Đại Cáo  (คำประกาศชัยชนะเหนือกองทัพราชวงศ์หมิง)

วันประกาศเอกราช๒ กันยายน ๒๔๘๘/๑๙๔๕
ชื่อทางการสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)
เมืองหลวงฮานอย
ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์
ประชากร๙๐,๓๘๘,๐๐๐ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook)
ภาษาราชการภาษาเวียด

เกิดที่หมู่บ้านจีหง่าย (Chi Ngại) ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดหายเซือง (Hải Dương) บิดาเป็นปราชญ์ขงจื๊อฐานะยากจน มารดาเป็นบุตรสาวของขุนนางราชสำนักโห่ (Hô) เหงวียน จ๋าย สอบเข้ารับราชการในราชสำนักโห่ในปี ๑๙๔๓/๑๔๐๐ ทว่าหลังจากนั้นในปี ๑๙๕๐/๑๔๐๗ กองทัพจีนราชวงศ์หมิงก็ยกทัพมาโจมตีราชวงศ์โห่ จนได้ชัยชนะและกวาดต้อนผู้คนไปเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือบิดาของเขาโดยหลักฐานเวียดนามบางชิ้นระบุว่า เหงวียน จ๋าย หนีการจับกุมได้ แต่หลักฐานบางชิ้นก็ระบุว่าบิดาขอร้องให้เขาอยู่ในเวียดนามเพื่อหาทางกู้อิสรภาพ
ท่ามกลางความวุ่นวาย เหงวียน จ๋าย สืบหาความเคลื่อนไหวของกองกำลังอิสระต่าง ๆ จนพบว่าที่ภูเขาลามเซิน (Lam Sơn) ขบวนการลามเซิน นำโดย เล เหล่ย มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะรวบรวมผู้กล้าตอบโต้กองทัพหมิง  เขาจึงร่วมกับ เล เหล่ย  โดย เล เหล่ย นับถือ เหงวียน จ๋าย เป็นสหายร่วมรบ
เหงวียน จ๋าย มอบตำราพิชัยสงคราม บิ่ง โง (Bình Ngô) ที่เขาเขียนขึ้น ๓ เล่มใหญ่ให้ เล เหล่ย ใช้ต่อสู้กับกองทัพหมิง หลังจากนั้นขบวนการลามเซินก็ได้ชัยชนะในหลายสนามรบด้วยยุทธวิธีที่หลากหลาย โดยเฉพาะการทำสงครามกองโจรตัดเสบียงอาหารกองทัพหมิง ภายใต้คำขวัญปลุกใจว่า “เก็บแต่น้อย ตีให้หนัก เปลี่ยนความอ่อนแอเป็นความเข้มแข็งและชัยชนะ ใช้ความรักในเพื่อนมนุษย์สู้กับความอำมหิต”
นอกจากวางแผนยุทธศาสตร์ เหงวียน จ๋าย ยังเขียนแถลงการณ์และจดหมายติดต่อกับกองทัพราชวงศ์หมิงให้ เลเหล่ย  ในที่สุดก็ขับไล่กองทัพหมิงได้สำเร็จในปี ๑๙๗๑/๑๔๒๘  เมื่อ เล เหล่ย ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เล  เหงวียน จ๋าย ได้รับพระราชโองการให้เขียน “คำประกาศชัยชนะเหนือกองทัพราชวงศ์หมิง” บิ่ง โง ได่ ก๊าว (Bình Ngô Đại Cáo – Great Proclamation upon the Pacification of the Wu)* ซึ่งสื่อถึงการกำชัยชนะเหนือ จูหยวนจาง จักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์หมิงโดยตรง
ช่วงต้นรัชกาลจักรพรรดิเล เหล่ย  เหงวียน จ๋าย เป็นเสนาบดีคนสำคัญ ได้รับพระราชทานชุดขุนนางและป้ายจารึกนาม เล จ๋าย (Lê Trãi) มีบทบาทในการวางระบบบริหารราชการแผ่นดิน  เขานำระบบราชสำนักจีนมาปรับใช้ เช่น ปรับปรุงการสอบจอหงวนเพื่อเปิดรับผู้มีความสามารถสอบเข้ารับราชการโดยไม่จำกัดชนชั้น
ช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิเล เหล่ย ทรงฟังขุนนางกังฉิน ลงโทษขุนนางผู้มีความดีความชอบ  เหงวียน จ๋าย ก็ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ในที่สุดเขาถูกจำคุก ๓ เดือน เมื่อพ้นโทษออกมารับราชการอีกครั้งก็ไม่ได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป  เมื่อ เล เหล่ย สิ้นพระชนม์ เล ซ้าด (Lê Sát) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระโอรส เล ท้าย ทง (Lê Thái Tông) ที่ยังทรงพระเยาว์ก็บริหารบ้านเมืองแทน และกลั่นแกล้ง เหงวียน จ๋าย จนต้องลาออกจากราชการไปอาศัยอย่างสงบที่เขาจี้หลินทางเหนือของเมืองฮานอย  ที่นั่นเขาใช้เวลาแต่งบทกวีและสนทนากับนักปราชญ์
ปี ๑๙๘๕/๑๔๔๒ เมื่อยุวกษัตริย์เสด็จฯ มาพบ เหงวียน ถิ โหละ (Nguyễn Thị Lộ) ภรรยาของ เหงวียน จ๋าย ปรากฏว่าเมื่อเสด็จฯ กลับก็ทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาและภรรยาถูกตั้งข้อหาปลงพระชนม์และได้รับโทษประหารชีวิต  อย่างไรก็ตาม ๒๐ ปีต่อมา เมื่อความจริงปรากฏ เล แท้ง ตง (Lê Thánh Tông) จักรพรรดิรัชกาลต่อมาก็ทรงขอขมา เหงวียน จ๋าย อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์
เหงวียน จ๋าย ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นผู้วางระบบการศึกษาและวัฒนธรรมของเวียดนามจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี ๒๕๒๓/๑๙๘๐ โดยมีการจัดงานฉลองครบรอบ ๖๐๐ ปีชาตกาล ของ เหงวียน จ๋าย ทั่วประเทศเวียดนาม
ทุกวันนี้บนเขาจี้หลินยังมีศาลเจ้า เหงวียน จ๋าย อยู่บนยอดเขา  ที่พักของเขาได้รับการบูรณะขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยใกล้ ๆ มีวัดอายุเก่าแก่นับร้อยปีตั้งอยู่
* ในตำราเรียนประวัติศาสตร์เวียดนามระดับมัธยมศึกษา กำหนดให้นักเรียนเรียนคำประกาศเอกราช ๓ ฉบับ  “บิ่ง โง ได่ ก๊าว” มีฐานะเป็นคำประกาศเอกราชครั้งที่ ๒  (คำประกาศเอกราชครั้งแรกคือ “นาม ก๊วก เซิน ห่า” (Nam Quốc Sơn Hà) ส่วนคำประกาศเอกราชครั้งที่ ๓ คือคำประกาศเอกราชของประธานาธิบดีโฮจิมินห์)

ผู้เลือก : หวู ดึ๊ก เลียม (VŨ Đức Liêm)
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งชาติฮานอย (Hanoi National University of Education) วัย ๒๗ ปี
ผมเลือก เหงวียน จ๋าย เพราะเขาคือผู้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเวียดนาม ผมไม่เลือกโฮจิมินห์ เพราะที่ผ่านมาคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์มักเป็นคนพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพที่สนใจแต่ประวัติศาสตร์ต่อต้านเจ้าอาณานิคม ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ที่ศึกษาประวัติศาสตร์คิดถึงประวัติศาสตร์เวียดนามที่มากกว่ายุคคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเต็มไปด้วยสงครามและเป็นภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงประเทศนี้ แน่นอน ลุงโฮเป็นคนสำคัญ เป็นวีรบุรุษแห่งชาติเสมอสำหรับเวียดนาม แต่เรากำลังพยายามคิดถึงผู้ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมด้วย
“ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เหงวียน จ๋าย นำวัฒนธรรมจีนมาใช้ในราชสำนักเล เปลี่ยนจากเดิมที่มีลักษณะพุทธให้มีลักษณะ ‘โอรสสวรรค์’ แบบฮ่องเต้จีนมากขึ้น ผลงานของเขาที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ “บิ่ง โง ได่ ก๊าว” คำประกาศเอกราชที่บ่งบอกอุดมคติเวียดนาม และตอนนี้ได้กลายเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกันอย่างไร ขออธิบายว่าแนวคิด เช่น ‘กษัตริย์ที่ดี ราชสำนักที่ต้องรับใช้ราษฎร’ สิ่งเหล่านี้ถูกพัฒนา กลายเป็นความคาดหวังที่คนเวียดนามมีต่อผู้ปกครอง ราชวงศ์อยู่ได้หรือไม่ก็ขึ้นกับว่าพวกเขาดูแลราษฎรหรือไม่ พอถึงยุคต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม โฮจิมินห์ก็นำมาปรับใช้…ใช่ครับ อุดมการณ์ของลุงโฮส่วนหนึ่งมีฐานจากอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนิน แต่อีกส่วนก็มีพัฒนาการจากในเวียดนามเอง
“คนเวียดนามปัจจุบันรู้จัก เหงวียน จ๋าย แต่ปัญหาคือจำนวนมากรู้แค่เขาเป็นคนวางยุทธศาสตร์ต่อต้านกองทัพราชวงศ์หมิงที่พยายามยึดครองเวียดนามในอดีต แต่ไม่รู้ถึงผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคมที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งผมอยากเน้นจุดนี้ เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์อาเซียน ถ้าเราคิดถึงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เราจะพบว่าในยุคก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ มีการส่งผ่านแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมกันอย่างแพร่หลาย เราจะพบว่าคนยุคโบราณนั้นมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าคนรุ่นปัจจุบัน และเรื่องนี้สำคัญมากกับอาเซียน
“ถ้าเราจะค้นหาบุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนอาเซียนสักคน ในระยะสั้นคงยากเพราะแต่ละประเทศมีค่านิยมพื้นฐานแตกต่างกัน แต่ถ้าเรามองให้ไกลออกไป อาจนึกถึงนักคิด และตั้งเงื่อนไขที่ต่างออกไป ผมคิดว่าเขาต้องมีมุมมองระดับภูมิภาค สร้างความเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างกว้างขวาง และทำให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าอกเข้าใจกัน พูดตามตรง ผมนึกถึงคนอย่างประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซีย รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ของไทย ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ของเวียดนาม นายพลอองซานของพม่า คนเหล่านี้มีภูมิหลังแตกต่างกัน มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน แต่พวกเขาเป็นเพื่อนกัน และครั้งหนึ่งอาเซียนเกือบจะเกิดขึ้นได้เพราะรัฐบุรุษเหล่านี้ และพวกเขามีมาตรฐานร่วมกันคือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น และทำเพื่อมหาชน
“ทุกสังคมต้องการวีรบุรุษ แต่เราสร้างวีรบุรุษขึ้นมาไม่ได้ วีรบุรุษต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน ไม่ใช่ทางการ จะมีสักกี่คนที่บทบาทของเขากระทบกับคนจำนวนมาก กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อยังประโยชน์กับคนหมู่มาก คนเหล่านี้ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างและทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้า”
- See more at: http://www.sarakadee.com/2013/03/26/nguyen-trai/#sthash.yRYjSoeA.dpuf

เวลา ดีไซน์ สิ่งประดิษฐ์ – ชุดว่ายน้ำ


ในอดีตยังไม่มีชุดว่ายน้ำเป็นทางการ ผู้คนบ้างเปลือยกายหรือนุ่งชุดชั้นในเล่นน้ำตามแต่วัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ จวบจนศตวรรษที่ ๑๘ เมื่อการคมนาคมในสหราชอาณาจักรสะดวกขึ้น และตามชายทะเลมีบริการรถอาบน้ำ  กิจกรรมพักผ่อนเล่นน้ำที่แพร่หลายขึ้นทำให้เกิดการพัฒนาชุดว่ายน้ำตามมา
๒๓๙๓ ชุดอาบน้ำผู้หญิงสมัยวิกตอเรียน 
ยุคซึ่งเคร่งครัดด้านศีลธรรม การแต่งกายของผู้หญิงจึงปกปิดเรือนร่างทั้งหมดด้วยเสื้อขนสัตว์แขนยาว กระโปรงสุ่ม ๒ ชั้น รวมถึงสวมหมวกและรองเท้า ไม่ต่างจากชุดประจำวันเพียงแต่ลดชั้นของผ้าที่สวมให้น้อยลง
๒๔๑๓ ชุดอาบน้ำผู้ชายสมัยวิกตอเรียน 
พ.ศ. ๒๔๐๓ ในสหราชอาณาจักรเริ่มห้ามผู้ชายเปลือยกายว่ายน้ำ ราว ๑๐ ปีต่อมาชุดอาบน้ำของผู้ชายจึงถูกผลิตขึ้น มีลักษณะคล้ายชุดชั้นในสมัยนั้น คือเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นลายทางแถบขาว-แดง
๒๔๔๘ ชุด silhouette 
สตรีในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเริ่มสวมเสื้อผ้าเล่นน้ำน้อยชิ้นลง นิยมเสื้อขนสัตว์และผ้าไหม มีทั้งแขนสั้นและแขนกุด มีคอเสื้อแบบชุดกะลาสี สวมหมวกกับกระโปรงเรียบสั้นเลยเข่า พร้อมสวมถุงน่องและรองเท้า
๒๔๕๐ ชุด maillot หรือวันพีซ 
แอนเนตต์ เคลเลอร์แมน (Annette Kellerman) นักกีฬาว่ายน้ำชาวออสเตรเลียถูกจับข้อหาอนาจารในรัฐแมสซาชูเซตส์ เนื่องจากว่ายน้ำด้วยชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าชิ้นเดียวแบบแขนกุดขาสั้นต่างจากคนในยุคนั้น ต่อมาฝรั่งเศสได้ตัดเย็บชุดลักษณะดังกล่าวออกขาย
๒๔๖๓ ชุดว่ายน้ำ (swimming suit) 
เดิมทีชุดเล่นน้ำต่างๆ ถูกเรียกว่า ชุดอาบน้ำ (bathing suit) จน Jantzen บริษัทผลิตชุดว่ายน้ำ
ในสหรัฐอเมริกาเริ่มประชาสัมพันธ์ด้วยคำว่าชุดว่ายน้ำ (swimsuit) และเปลี่ยนสัญลักษณ์บริษัทเป็นรูปหญิงสาวกระโดดน้ำ คำนี้จึงถูกใช้แพร่หลายแทนที่
๒๔๗๖ ชุด topper และกางเกงว่ายน้ำ (trunks) 
บริษัท BVD จ้าง จอห์นนี ไวส์มูลเลอร์ (Johnny Weissmuller) นักกีฬาว่ายน้ำชื่อดังชาวอเมริกันโฆษณาชุดว่ายน้ำเสื้อกล้ามคอกว้าง-กางเกงขาสั้นที่เรียกว่า topper จนได้รับความนิยม สี่ปีต่อมาผู้ชายก็นิยมสวมเพียงกางเกงว่ายน้ำโดยไม่ปิดส่วนบนของร่างกาย
๒๔๘๙ ชุดบิกินี (bikini) 
ลูย เรอาร์ (Louis Réard) วิศวกรชาวฝรั่งเศสตัดเย็บชุดว่ายน้ำสตรีเป็นผ้าเล็กๆ ๒ ชิ้น ปิดหน้าอก เผยแผ่นหลังและสะโพกบางส่วน เดิมไม่มีคนกล้าสวมใส่นอกจากนางแบบที่จ้างมา ก่อนจะได้รับความนิยมในอีกหลายสิบปีต่อมา
๒๔๙๙ ชุด swim briefs 
Speedo บริษัทผลิตชุดกีฬาของออสเตรเลียออกแบบชุดว่ายน้ำชายในลักษณะกางเกงชั้นในแบบสั้นจากผ้าไนลอน สำหรับโอลิมปิกเกมส์ ๑๙๕๖ เพื่อลดแรงต้านของน้ำขณะว่ายน้ำ ต่อมาใช้แพร่หลายในกีฬาทางน้ำทั่วไป
๒๕๔๖ ชุดเบอร์กินี (burqini) 
อาเฮดา ซาเนตติ (Aheda Zanetti) ผู้ผลิตชุดกีฬาชาวเลบานอน -ออสเตรเลียออกแบบชุดว่ายน้ำสำหรับสตรีมุสลิมจากใยโพลีเอสเตอร์ โดยประยุกต์มาจากบุรกา ผ้าคลุมตั้งแต่หัวจดเท้า ปิดทั้งตัวยกเว้นใบหน้า มือ และข้อเท้า
๒๕๕๑ LZR Racer ชุดว่ายน้ำไฮเทค 
Speedo ผลิตชุดว่ายน้ำแบบปิดทั้งตัวจากใยไนลอน สแปนเด็กซ์ และโพลียูรีเทน จนมีน้ำหนักเบา ไม่อมน้ำ
โครงชุดช่วยพยุงกล้ามเนื้อทำให้ว่ายได้เร็วและนานขึ้นจนชุดประเภทนี้ถูกห้ามใช้ในการแข่งขันกีฬาหลายรายการ
- See more at: http://www.sarakadee.com/2013/06/14/swimsuit/#sthash.TBaR9khT.dpuf

'งาแมมมอธ' ขุมทรัพย์จากอดีต...!


'งาแมมมอธ' ขุมทรัพย์จากอดีต...!


สัปดาห์นี้ สารคดีไทยรัฐออนไลน์ พาไปพบกับงาแมมมอธ เรื่องราวที่พิสดาร แบบที่ถ้าไม่อ่าน คุณจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง บ่องตง..

พราน ชาวไซบีเรียไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากโอกาสสุดท้ายเพียงครั้งเดียว ห้าเดือนมาแล้วที่ คาร์ล โกโรฮอฟ ตามรอยเหยื่อจากสมัยโบราณไปทั่วเกาะร้างผู้คน ในทะเลไซบีเรียตะวันออก เขาเดินทางอย่างทุลักทุเล วันละ 18 ชั่วโมง ไปตามเขตทุนดรา ซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ทั้งหนาว เหนื่อยล้า และหิวโหย จนต้องกินนกนางนวลประทังชีวิต โกโรฮอฟ เป็นนักล่าวัย 46 ปี ที่สองแก้มแห้งกร้านเพราะแรงลม

เวลาของโกโรฮอฟกำลังจะหมดลง พายุหิมะปลายฤดูร้อน พัดกระหน่ำเกาะโคเตลนี พร้อมๆ กับที่ความเย็นยะเยือกของฤดูหนาวกำลังตั้งเค้ามาจากทางเหนือ นิ้วและฝ่ามือของเขาเริ่มคันคะเยอ เขาบอกในเวลาต่อมาว่า นี่เป็น “ลางดี” เพราะเขามักมีอาการคันเช่นนี้ เมื่อจวนจะได้พบสิ่งที่กำลังตามหา นั่นคือ งาของแมมมอธ

ยักษ์ ขนยาวรุงรังที่ท่องไปทั่วตอนเหนือของไซบีเรีย ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีนชนิดนี้ สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน แต่ยังมีประชากรแมมมอธ หลงเหลืออยู่ตามเกาะทางเหนือและตะวันออกบ้าง กระทั่งตัวสุดท้ายตายลงเมื่อประมาณ 3,700 ปีที่แล้ว งาของแมมมอธ ซึ่งอาจโค้งเป็นวงได้ยาวกว่าสี่เมตร กำลังโผล่ขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) อีกครั้ง ก่อให้เกิดการค้าที่สร้างผลประโยชน์ให้ผู้คนในแถบไซบีเรียริมฝั่งมหาสมุทร อาร์กติก เกือบสิบปีมาแล้วที่โกโรฮอฟบุกเบิกการออกล่างาในแดนหฤโหดที่สุดแห่งหนึ่งใน โลก และตอนนี้เขายังคงท่องไปทั่วเขตทุนดรา กระทั่งเกือบสะดุดเข้ากับปลายงากิ่งหนึ่ง เขาบอกว่า “บางครั้งงาก็โผล่อยู่ตรงหน้า ราวกับนำทางเรามาตลอดอย่างนั้นแหละครับ”
โกโร ฮอฟ ใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมง ขุดงากิ่งนั้นขึ้นจากน้ำแข็งโดยไม่หยุดพัก งาที่โผล่ขึ้นมาหนาพอๆ กับลำต้นของต้นไม้ หนัก 70 กิโลกรัม และอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ ก่อนจะลากงากิ่งนั้นกลับไป โกโรฮอฟโยนตุ้มหูเงินข้างหนึ่งลงในหลุมที่ขุดไว้ เป็นการเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ถ้าเขานำซากดึกดำบรรพ์นี้กลับถึงบ้านโดยไม่บุบสลาย มันอาจมีมูลค่าสูงกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียวหลายสิบปีก่อน ไม่มีใคร แม้แต่โกโรฮอฟเอง นึกฝันว่า งาของแมมมอธจะกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของดินแดนแถบนี้ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างไปภายหลังการปิดเหมืองและโรงงานจากยุค โซเวียต ปัจจุบันมีชาวยาคูตียาผันตัวมาเป็นนักล่างาหลายร้อย หรืออาจจะหลายพันคนเลยทีเดียว
การตื่นงา มาจากแรงกระตุ้นอันทรงพลังแห่งโลกสมัยใหม่ นั่นคือ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและความคลั่งไคล้ลัทธิทุนนิยมอย่างสุดโต่งที่ตาม มา การห้ามค้างาช้างในระดับนานาชาติ และแม้กระทั่งภาวะโลกร้อน ทุกวันนี้การละลายและการกร่อนของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว รวมทั้งการหลั่งไหลเข้ามาของนักล่างา กำลังนำแมมมอธกลับขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเดือน ก.ย.ปี 2012 เด็กชายวัย 11 ขวบ บนคาบสมุทรไตมีร์ ของรัสเซีย พบซากแมมมอธวัยเยาว์ในสภาพสมบูรณ์เข้าโดยบังเอิญ เพราะขาข้างหนึ่งของมันโผล่ขึ้นมา
อย่างไรก็ดี ไม่มีสิ่งใดเป็นเชื้อไฟให้การค้างาแมมมอธได้เท่ากับการผงาดของจีน ซึ่งมีวัฒนธรรมการแกะสลักงามาหลายพันปี เกือบร้อยละ 90 ของงา ที่ลำเลียงออกมาจากไซบีเรีย ถูกส่งไปที่จีน ประเทศที่กองทัพเศรษฐีใหม่ต้องมนต์สะกดของงาช้างเข้าอย่างจัง ความต้องการที่พุ่งพรวดนี้ สร้างความวิตกให้นักวิทยาศาสตร์ผู้เสียดายข้อมูลล้ำค่าที่สูญเสียไป เพราะงาแต่ละกิ่งเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการกิน ลักษณะภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม

งา แมมมอธจุดประกายความหวังว่าจะช่วยให้สถานการณ์ของช้างดีขึ้น งาแมมมอธเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แม้จะมีกฎเกณฑ์การค้าอยู่บ้าง นอกจากนั้น เรายังจำแนกความแตกต่างระหว่างงาสองชนิดนี้ ได้ด้วยลวดลายบนงา ที่เรียกว่า เส้น ชเรเกอร์ (Schreger line) อีกทั้งราคาก็ไล่เลี่ยกัน ทว่าความต้องการงาช้างของเอเชียกลับไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การล้มช้างแอฟริกากลับรุนแรงขึ้น เมื่อปี 2012 เจ้าหน้าที่ศุลกากรของฮ่องกง จับงาช้างได้มากเป็นประวัติการณ์ คือมีน้ำหนักรวมกันถึง 5.5 ตัน ปัจจัยที่ทำให้ปัญหานี้ยุ่งยากขึ้นอีกคือ ทั้งงาช้างผิดกฎหมายและงาแมมมอธถูกกฎหมาย มักมีปลายทางอยู่ที่โรงงานแกะสลักในประเทศจีนเช่นเดียวกัน
เวลาเกือบ เที่ยงคืน ที่บ้านของโกโรฮอฟ ริมฝั่งแม่น้ำยานา ห่างจากจุดที่แม่นำสายนี้ไหลลงสู่ทะเลแลปทิฟ ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร โกโรฮอฟเพิ่งกลับมายังหมู่บ้านอุสต์-ยันสค์ หลังจากไปล่างาบนเกาะมาห้าเดือน เขาพาผมไปที่โรงไม้หลังบ้าน ในนั้นมีงาแมมมอธ อยู่ราว 20 กิ่ง บ้างห่อผ้าขาวไว้ ที่เหลือ รวมถึงงาขนาด 70 กิโลกรัมที่เขาพบบนเกาะโคเตลนีในวันนั้นแช่น้ำอยู่ในอ่างอะลูมิเนียมใบใหญ่ “ถ้างาสัมผัสกับอากาศจะเริ่มแตกครับ” เขาอธิบาย “ผมต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี เพราะงาพวกนี้คืออนาคตของผม”
งาในอ่าง ซึ่งได้มาในช่วงฤดูร้อน มีน้ำหนักรวมกัน 500 กิโลกรัม ทีมนักล่าซึ่งส่วนใหญ่มีกันสามคนหาได้แทบไม่ถึงครึ่งของจำนวนนี้ ขณะที่บางคนท่องไปทั่วเขตทุนดราอยู่นานห้าเดือ นแต่กลับคว้าน้ำเหลว นอกจากนี้ โกโรฮอฟยังโชคดีที่ตอนนี้เขามีเครื่องมือพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถลุยหิมะ โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม หรืออุปกรณ์จีพีเอส จึงทำงานได้อย่างอิสระ นักล่างาส่วนใหญ่ทำงานแลกกับเงินเดือนหรือไม่ก็ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด ในเมื่อสนนราคาสูงมาก งากองนี้ต้องทำเงินให้โกโรฮอฟอย่างงามที่สุดเป็นแน่ โดยอาจมีมูลค่าถึง 150,000-300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว
ซาร์ ดานา ภรรยาของโกโรฮอฟ และลูกสาววัยห้าขวบ กำลังรอเขาอยู่ที่ยาคุตสค์ โกโรฮอฟ ไม่ได้พบหน้าทั้งสองมาหกเดือนแล้ว เขาเล่าว่า “พอกลับไป ภรรยาจะลูบเคราผมอยู่คืนหนึ่ง แล้วสั่งให้โกนทิ้ง” ครั้งนี้อาจเป็นการล่างาครั้งสุดท้ายของเขา “ผมไม่ได้เห็นฤดูร้อนจริงๆ จังๆ มาสิบปีแล้วครับ” เขาบอก “ผมฝันจะเดินทางไปประเทศที่มีบรรยากาศแตกต่างออกไปอย่างอินเดียหรือ เวียดนาม” ทว่า โกโรฮอฟไม่เคยจากยาคูตียาไปไหน แม้แต่อุณหภูมิที่อุ่นสบายยังทำให้เขาเหงื่อท่วม แถมยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เขาต้องเลื่อนแผนการหยุดพักผ่อนออกไป “ภรรยาชอบบอกให้ผมเลิก” เขาเล่า “แต่พอเห็นว่าผมหางาได้มากขนาดไหนในฤดูร้อนปีนี้ เธอต้องรบเร้าให้ผมออกล่าอีกแน่ๆ”


รวมรูประเบิดมือ จรวด แบบต่างๆ

รวมรูประเบิดมือ จรวด แบบต่างๆ
กำเนิดระเบิดมือนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมีใช้ในประเทศจีนเป็นประเทศแรกเนื่องจากเป็นชาติแรกที่ค้นพบ และนำดินปืนไปใช้งาน แต่ลักษณะระเบิดมือในช่วงแรกจะ ใช้ภาชนะขนาดเหมาะมือ น้ำหนักเบา บรรจุวัตถุติดไฟ สารระเบิด หรือสารพิษ
ระเบิดมือในสมัยโบราณ ตัวระเบิดทำมาจากกระดาษ กระเบื้อง หรือแก้ว และบรรจุสารอันตรายต่างๆ ตั้งแต่พิษจากพืช พิษจากสัตว์ กรด ปิโตรเลียม ดินปืน หรือแม้กระทั่งวัตถุที่ได้จากพิธีทางไสยศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ระเบิดมือในยุคเก่ายังไม่สู้จะมีประสิทธิภาพนัก ที่ปรากฏบทบาทโดดเด่นก็คือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย ระเบิดมือที่มีชื่อเสียงในช่วงนั้น คือ ระเบิดมิลส์ (Mills)
รูปซ้าย ระเบิดมิลส์ ในยุคแรก ที่ออกแบบโดย วิลเลียม มิลส์ (William Mills) และได้มีการพัฒนาและผลิตในเชิงอุตสหกรรมที่โรงงาน Mills Munition Factory ที่เมือง Birmingham ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1915.
รูปกลาง และรูปขวา ภาพตัด และรูปแบบการทำงานของระเบิดมิลส์

ระเบิดมิลส์ (Mills)เป็นระเบิดมือแบบแตกกระจายรุ่นแรกในยุคใหม่ และใช้ในกองกำลังแนวหน้าของอังกฤษ ระเบิดมิลส์นั้นเป็นระเบิดที่มีโลหะห่อหุ้ม มีเข็มแทงชนวน และพื้นผิวเป็นร่อง นิยมเรียกกันในภาษาไทยว่า ระเบิดน้อยหน่า โดยมีพัฒนาต่อมาอีกยาวนาน
ขณะที่อังกฤษมีระเบิดมิลส์นั้น เยอรมันก็ได้พัฒนาระเบิดขว้างแบบแท่ง ขึ้นมา เรียกว่า ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate)

  
รูปซ้าย ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) ของเยอรมัน รุ่น Model 24
รูปกลาง ตัดระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) ของเยอรมัน รุ่น Model 24
รูปขวา ทหารเยอรมัน กำลังขว้าง ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) Model 24 ในสงครามกับรัสเซียปี 1941

ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate)โดยมีเชื้อประทุห่อหุ้มอยู่ในกระบอกโลหะ และติดไว้กับแกนไว้สำหรับขว้าง ระเบิดชนิดนี้มีใช้ทั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ถัดมาได้มีการพัฒนาระเบิดมืออีกรุ่นหนึ่ง เรียกว่า โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail)


รูป โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail)
โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail) เป็นระเบิดมือได้คล้ายกับระเบิดขวด ที่ใช้ขวดแก้วบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วชุดชนวนแถบผ้าให้ระเบิด ระเบิดแบบนี้ใช้ครั้งแรกในกองทัพฟินแลนด์ ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ก้าวหน้านัก เมื่อครั้งต่อสู้กับกองทัพโซเวียตในช่วงสงครามฤดูหนาว เมื่อค.ศ. 1939

หลักการพื้นฐาน ระเบิดมือ
หลักการพื้นฐานของลูกระเบิดมือนั้นง่ายมาก โดยภายในลูกระเบิดมือจะบรรจุสารระเบิด พวกดินปืน หรือ ไนโตรกลีเซอรีน ฯลฯ เป็นต้น สารระเบิดเมื่อได้รับการจุดระเบิด จากระบบจุดระเบิด สารระเบิดจะระเบิดตัวเองอย่างรุนแรง
ระบบจุดระเบิดมีมากมายหลากหลายประเภท แต่แยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
1. Time delay grenade(ไทม์ดีเลย์ กรีเนท) ลูกระเบิดแบบหน่วงเวลา
 
คลิปวีดีโอ (Clip VDO) ระบบจุดระเบิดแบบหน่วงเวลา
2. Impact grenade (อิมแพคกรีเนท) ลูกระเบิดแบบกระแทก
 
คลิปวีดีโอ (Clip VDO) ระบบจุดระเบิดแบบกระแทก


อ้างอิง ระเบิดมือ

http://en.wikipedia.org/wiki/Mills_bomb
http://www.inert-ord.net/brit/mills/index.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Molotov_cocktail
http://en.wikipedia.org/wiki/Stielhandgranate
http://www.rmutphysics.com/CHARUD/naturemystery/sci2/grenade/grenade.htm

สารคดี สร้างสนามบินคันไซ พากย์ไทย


การสร้างสะพานแขวนยาวที่สุดในโลก


สารคดีน่าสนใจ ตอน กำแพงเมืองจีน


เอลซิด

เอลซิด (จบ)

ณ อีกฟากของช่องแคบยิบรอลต้า กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลโมราวิดส์ในแอฟริกาเหนือ - "มูฮัมหมัด เบน ยูซุฟ" - ต้องการจะสร้างจักรวรรดิมุสลิมให้ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง พระองค์จึงยกทัพใหญ่ข้ามทะเลมาเข้ามาโจมตีแผ่นดินไอบีเรีย โดยบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นที่เปนมุสลิมทั้งหลายต่างให้การช่วยเหลือเปนการใหญ่ ทำให้กองทัพมุสลิมสามารถบุกตะลุยเข้ามาจนถึงใจกลางแผ่นดินสเปนได้อีกครั้ง และสามารถยึดเมืองสำคัญอย่างบาเลนเซียได้แล้วด้วย

ดังนั้น เมื่อโรดิโก้ทราบข่าวการรุกรานของพวกมัวร์จากแอฟริกา เขาจึงรวบรวมเหล่าขุนศึกคริสเตียนและมุสลิมที่ภักดีต่อเขาและเจ้าชายอัลบูตามินไปกราบทูลขอร่วมรบภายใต้ธงแห่งคาสตีลญ่าฯ

แต่กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงปฏิเสธกลับไป แถมยังเย้ยหยันซ้ำกลับไปมา "ข้ารบเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไอ้คนทรยศต่อแผ่นดินเช่นเจ้า"

ถ้าผมเปนโรดิโก้ก็คงจะมึนๆงงๆล่ะครับว่า ตูไปทรยศต่อแผ่นดินตอนไหน แถมได้ข่าวว่าเอ็งไม่ใช่หรือที่ไล่ตูออกมาไม่ใช่หรือ อัลฟองโซ่?

แต่เนื้อความตรงนี้ขัดกับประวัติศาสตร์จริงครับ เพราะในพงศาวดารบอกว่า อัลฟองโซ่นั่นแหละที่กลั้นใจไปขอความช่วยเหลือจากโรดิโก้เองต่างหาก และเอลซิดก็ยื่นคำขาดว่า เขาจะต้องเปนผู้นำทัพในสงครามครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย - ซะงั้น?!

ครั้นเมื่อเอลซิดนำกองทัพบุกยึดเมืองบาเลนเซียได้แล้วนั้น สิ่งที่ทั้งตำนานและประวัติศาสตร์กล่าวตรงกันก็คือว่า เหล่าขุนศึกในกองทัพของเขาต่างสนับสนุน ส่งเสริม ยุยง และยุส่ง (ว่าเข้าไปนั่น) ให้เอลซิดสวมมงกุฎเปนเจ้าผู้ครองแคว้นบาเลนเซียซะเลย ซึ่งเท่ากับว่า เอลซิดจะมีอำนาจบรรดาศักดิ์เช่นกษัตริย์อีกองค์หนึ่งในแผ่นดินสเปนทันที...

ทว่า เอลซิดกลับชูมงกุฎแห่งบาเลนเซียขึ้นแล้วกล่าวว่า...

"ด้วยมงกุฎแห่งบาเลนเซียนี้ จะเปนมงกุฎแห่งกษัตริย์อัลฟองโซ กษัตริย์แห่งคาสตีลญ่าเท่านั้น!"

ใช่แล้วครับ เอลซิดเลือกที่จะภักดีต่อกษัตริย์อัลฟองโซ่สืบไป ทั้งที่พระองค์หยามเกียรติของเขาอย่างแสนสาหัส ด้วยการเนรเทศมาก่อนแล้วก็ตามที...

เพราะสิ่งที่เขาเลือกนี้ล่ะครับ ที่จะทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของเขาจารึกอยู่ในแผ่นดิน และกลายเปนวีรบุรุษของประเทศสเปนไปตลอดกาล

ทว่า ในศึกที่บาเลนเซียนี้เองทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรุกระลอกที่สองของพวกมุสลิม และเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซ่ทรงทราบข่าวอาการบาดเจ็บและความภักดีของเอลซิดที่มีต่อพระองค์ กษัตริย์หนุ่มก็ทรงเร่งเคลื่อนพลมายังเมืองบาเลนเซีย และได้เข้าพบกับเอลซิดในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต โดยคำพูดสุดท้ายของเอลซิดที่กราบทูลต่ออัลฟองโซ่นั้นมีอยู่ว่า

"ข้าพระองค์ไม่เคยโกรธแค้นหรือคิดทรยศต่อพระองค์เลย เพราะพระองค์ทรงเปนกษัตริย์ของข้าพระองค์...กษัตริย์แห่งชาวสเปนทั้งปวง"

เท่านั้นล่ะครับ กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงกรรแสงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง เพราะความที่พระองค์ทรงหลงสำนึกผิด ด้วยเข้าพระทัยในตัวเอลซิดผิดมาตลอด และแม้ว่าพระองค์จะลบหลู่เกียรติของเอลซิดเอาไว้เพียงใด

บัดนี้ พระองค์จึงได้รู้แจ้งว่าแล้ว เอลซิดนั้นภักดีต่อพระองค์มากเพียงนั้น...

ในตำนานเล่าไปอีกว่า แม้เอลซิดจะสิ้นชีพในคืนนั้นไปแล้ว แต่เพราะกลัวทหารจะเสียขวัญได้ ภริยาของเขาจึงนำร่างของเขาสวมเกราะพร้อมออกรบดั้งเดิมและเอาไปตั้งผูกไว้กับไม้หลักบนหลังม้าศึก เพื่อข่มขวัญศัตรูและปลอบขวัญเหล่าทหารให้รู้ว่าเอลซิดยังมีชีวิตอยู่

เมื่อถึงรุ่งเช้า กษัตริย์อัลฟองโซ่พร้อมกับเอลซิด (ที่ม่องเท่งไปแล้ว) ก็ทรงนำกองทัพต่างๆในสเปนก็ร่วมมือกันเอาชนะกองทัพอัลโมราวิดส์ได้ในที่สุดครับ

เพราะความกล้าหาญและภักดีต่อกษัตริย์และแผ่นดินเช่นนี้นี่เอง ชาวสเปนในยุคหลังๆจึงได้ยกย่องให้การยกย่องโรดิโก้หรือเอลซิดอย่างสูงสุดทีเดียวครับ

เพราะว่าเอลซิดนั้นมิได้สู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเองเช่นกษัตริย์หรือเหล่าเจ้าครองแคว้นในยุคนั้น...

เขามิได้สู้เพื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เฉกเช่นกองทัพครูเสด...

หากแต่เขานำกองทัพ "ชาวสเปนทั้งปวง" เข้าขับไล่ผู้รุกรานจากแอฟริกา - โดยไม่มีเงื่อนไขทางศาสนาใดๆมาแบ่งกั้น

ดังนั้น โรดิโก้ ดิแอช เดอ บีวาร์ - เอลซิด - ผู้เกรียงไกรจึงถูกยกย่องในฐานะมหาบุรุษแห่งแผ่นดิน

มหาบุรุษผู้สู้เพื่อแผ่นดินสเปนทั้งปวง (All spains) อย่างแท้จริงครับ
ณ อีกฟากของช่องแคบยิบรอลต้า กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลโมราวิดส์ในแอฟริกาเหนือ - "มูฮัมหมัด เบน ยูซุฟ" - ต้องการจะสร้างจักรวรรดิมุสลิมให้ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง พระองค์จึงยกทัพใหญ่ข้ามทะเลมาเข้ามาโจมตีแผ่นดินไอบีเรีย โดยบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นที่เปนมุสลิมทั้งหลายต่างให้การช่วยเหลือเปนการใหญ่ ทำให้กองทัพมุสลิมสามารถบุกตะลุยเข้ามาจนถึงใจกลางแผ่นดินสเปนได้อีกครั้ง และสามารถยึดเมืองสำคัญอย่างบาเลนเซียได้แล้วด้วย

ดังนั้น เมื่อโรดิโก้ทราบข่าวการรุกรานของพวกมัวร์จากแอฟริกา เขาจึงรวบรวมเหล่าขุนศึกคริสเตียนและมุสลิมที่ภักดีต่อเขาและเจ้าชายอัลบูตามินไปกราบทูลขอร่วมรบภายใต้ธงแห่งคาสตีลญ่าฯ

แต่กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงปฏิเสธกลับไป แถมยังเย้ยหยันซ้ำกลับไปมา "ข้ารบเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไอ้คนทรยศต่อแผ่นดินเช่นเจ้า"

ถ้าผมเปนโรดิโก้ก็คงจะมึนๆงงๆล่ะครับว่า ตูไปทรยศต่อแผ่นดินตอนไหน แถมได้ข่าวว่าเอ็งไม่ใช่หรือที่ไล่ตูออกมาไม่ใช่หรือ อัลฟองโซ่?

แต่เนื้อความตรงนี้ขัดกับประวัติศาสตร์จริงครับ เพราะในพงศาวดารบอกว่า อัลฟองโซ่นั่นแหละที่กลั้นใจไปขอความช่วยเหลือจากโรดิโก้เองต่างหาก และเอลซิดก็ยื่นคำขาดว่า เขาจะต้องเปนผู้นำทัพในสงครามครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย - ซะงั้น?!

ครั้นเมื่อเอลซิดนำกองทัพบุกยึดเมืองบาเลนเซียได้แล้วนั้น สิ่งที่ทั้งตำนานและประวัติศาสตร์กล่าวตรงกันก็คือว่า เหล่าขุนศึกในกองทัพของเขาต่างสนับสนุน ส่งเสริม ยุยง และยุส่ง (ว่าเข้าไปนั่น) ให้เอลซิดสวมมงกุฎเปนเจ้าผู้ครองแคว้นบาเลนเซียซะเลย ซึ่งเท่ากับว่า เอลซิดจะมีอำนาจบรรดาศักดิ์เช่นกษัตริย์อีกองค์หนึ่งในแผ่นดินสเปนทันที...

ทว่า เอลซิดกลับชูมงกุฎแห่งบาเลนเซียขึ้นแล้วกล่าวว่า...

"ด้วยมงกุฎแห่งบาเลนเซียนี้ จะเปนมงกุฎแห่งกษัตริย์อัลฟองโซ กษัตริย์แห่งคาสตีลญ่าเท่านั้น!"

ใช่แล้วครับ เอลซิดเลือกที่จะภักดีต่อกษัตริย์อัลฟองโซ่สืบไป ทั้งที่พระองค์หยามเกียรติของเขาอย่างแสนสาหัส ด้วยการเนรเทศมาก่อนแล้วก็ตามที...

เพราะสิ่งที่เขาเลือกนี้ล่ะครับ ที่จะทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของเขาจารึกอยู่ในแผ่นดิน และกลายเปนวีรบุรุษของประเทศสเปนไปตลอดกาล

ทว่า ในศึกที่บาเลนเซียนี้เองทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรุกระลอกที่สองของพวกมุสลิม และเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซ่ทรงทราบข่าวอาการบาดเจ็บและความภักดีของเอลซิดที่มีต่อพระองค์ กษัตริย์หนุ่มก็ทรงเร่งเคลื่อนพลมายังเมืองบาเลนเซีย และได้เข้าพบกับเอลซิดในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต โดยคำพูดสุดท้ายของเอลซิดที่กราบทูลต่ออัลฟองโซ่นั้นมีอยู่ว่า

"ข้าพระองค์ไม่เคยโกรธแค้นหรือคิดทรยศต่อพระองค์เลย เพราะพระองค์ทรงเปนกษัตริย์ของข้าพระองค์...กษัตริย์แห่งชาวสเปนทั้งปวง"

เท่านั้นล่ะครับ กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงกรรแสงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง เพราะความที่พระองค์ทรงหลงสำนึกผิด ด้วยเข้าพระทัยในตัวเอลซิดผิดมาตลอด และแม้ว่าพระองค์จะลบหลู่เกียรติของเอลซิดเอาไว้เพียงใด

บัดนี้ พระองค์จึงได้รู้แจ้งว่าแล้ว เอลซิดนั้นภักดีต่อพระองค์มากเพียงนั้น...

ในตำนานเล่าไปอีกว่า แม้เอลซิดจะสิ้นชีพในคืนนั้นไปแล้ว แต่เพราะกลัวทหารจะเสียขวัญได้ ภริยาของเขาจึงนำร่างของเขาสวมเกราะพร้อมออกรบดั้งเดิมและเอาไปตั้งผูกไว้กับไม้หลักบนหลังม้าศึก เพื่อข่มขวัญศัตรูและปลอบขวัญเหล่าทหารให้รู้ว่าเอลซิดยังมีชีวิตอยู่

เมื่อถึงรุ่งเช้า กษัตริย์อัลฟองโซ่พร้อมกับเอลซิด (ที่ม่องเท่งไปแล้ว) ก็ทรงนำกองทัพต่างๆในสเปนก็ร่วมมือกันเอาชนะกองทัพอัลโมราวิดส์ได้ในที่สุดครับ

เพราะความกล้าหาญและภักดีต่อกษัตริย์และแผ่นดินเช่นนี้นี่เอง ชาวสเปนในยุคหลังๆจึงได้ยกย่องให้การยกย่องโรดิโก้หรือเอลซิดอย่างสูงสุดทีเดียวครับ

เพราะว่าเอลซิดนั้นมิได้สู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเองเช่นกษัตริย์หรือเหล่าเจ้าครองแคว้นในยุคนั้น...

เขามิได้สู้เพื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เฉกเช่นกองทัพครูเสด...

หากแต่เขานำกองทัพ "ชาวสเปนทั้งปวง" เข้าขับไล่ผู้รุกรานจากแอฟริกา - โดยไม่มีเงื่อนไขทางศาสนาใดๆมาแบ่งกั้น

ดังนั้น โรดิโก้ ดิแอช เดอ บีวาร์ - เอลซิด - ผู้เกรียงไกรจึงถูกยกย่องในฐานะมหาบุรุษแห่งแผ่นดิน

มหาบุรุษผู้สู้เพื่อแผ่นดินสเปนทั้งปวง (All spains) อย่างแท้จริงครับ


เครดิต : เพจ Penedge
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=470376819705829&set=a.373834299360082.86642.365098623566983&type=1&theater

การฟื้นคืนชีวิตของโกรองโกซา

Story

ความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติหวนคืนสู่อุทยานแห่งชาติในโมซัมบิก
ในช่วงมรสุมฤดูร้อนระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ลมค้าจากมหาสมุทรอินเดียพัดพาเมฆฝนมาสู่โมซัมบิก หมู่เมฆเคลื่อนตัวข้ามชายฝั่งเข้ามาให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนป่าบนที่ราบสูงเชรินโกมา ทุ่งหญ้าสะวันนา และท้องทุ่งบนที่ราบน้ำท่วมถึงในเขตหุบเขารอยเลื่อนเกรตริฟต์แวลลีย์ ก่อนจะเทฝนกระหน่ำลงบนลาดเขาโกรองโกซาอย่างชุ่มฉ่ำราวกับอำนวยพรแก่ผืนดิน
มวลเขาสูงโกรองโกซาสูงถึง 1,863  เมตรและมีปริมาณน้ำฝนสูงเกือบ 2 เมตรต่อปี เพียงพอจะหล่อเลี้ยงป่าดิบชื้นเขียวขจีบนยอดเขาและอุทยานแห่งชาติโกรองโกซาในเขตเกรตริฟต์แวลลีย์ทางตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิงของสัตว์ป่าที่รุ่มรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก่อนจะพินาศย่อยยับเพราะภัยสงครามกลางเมืองในโมซัมบิก อุทยานแห่งชาติโกรองโกซาเคยมีช้าง ควายป่าแอฟริกา ฮิปโปโปเตมัส สิงโต หมูป่าแอฟริกา และแอนทีโลปอยู่ชุกชุม ปัจจุบัน สัตว์บางชนิดที่กล่าวมากำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้ง  ส่วนใหญ่เป็นผลจากความพยายามของเกรก คาร์ นักธุรกิจใจบุญชาวอเมริกันผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการฟื้นฟูโกรองโกซา
ฤดูร้อนของปี 2011 ผมเดินทางไปโกรองโกซาเพื่อสนับสนุนความพยายามของคาร์อีกแรงหนึ่ง อุทยานแห่งนี้เป็นตัวอย่างชั้นยอดที่จะสื่อให้เห็นความสำคัญของชีววิทยา ป่าดิบชื้นเนื้อที่ 75 ตารางกิโลเมตรบนยอดเขาโกรองโกซาเปรียบเสมือนเกาะอันรุ่มรวยทางนิเวศวิทยากลางทุ่งหญ้าสะวันนาและท้องทุ่ง ป่าดิบชื้นบนยอดเขาแห่งนี้ยากจะเข้าถึง ส่วนใหญ่จึงยังไม่ได้รับการสำรวจโดยนักชีววิทยา เป็นต้นว่า ตอนที่ผมมาถึง เรายังแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเชี่ยวชาญ
ระหว่างพำนักอยู่ที่อุทยาน ผมมีผู้ช่วยชื่อทองกา ทอร์ซีดา เด็กหนุ่มที่เกิดบนภูเขาโกรองโกซา ช่วงที่เราร่วมงานกัน ทอร์ซีดาเพิ่งรู้ว่าได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อในวิทยาลัยแห่งหนึ่งของแทนซาเนีย เขาพูดได้ถึง 4 ภาษา และรู้จักโกรองโกซาอย่างทะลุปรุโปร่ง  จึงตั้งใจจะเป็นนักชีววิทยาสัตว์ป่า
จะว่าไปแล้ว โกรองโกซาเผชิญกับชะตากรรมหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว สามปีหลังโมซัมบิกได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 1975 สงครามกลางเมืองก็ปะทุขึ้นและลุกโชนอยู่นาน 17 ปี อุทยานซึ่งรัฐบาลอาณานิคมตั้งขึ้นเมื่อปี 1960 แห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิ ที่ทำการอุทยานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวถูกทำลาย ทหารซึ่งทั้งหิวโหยและปรารถนาจะได้งาช้างไปแลกอาวุธในแอฟริกาใต้ล้มช้างไปจำนวนมาก สุดท้าย สัตว์ใหญ่เกือบทุกชนิดในอุทยานถูกล่าไปจนหมดหรือไม่ก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที
การหายหน้าไปของสัตว์ใหญ่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง เมื่อไม่มีฝูงม้าลายคอยและเล็มหญ้า ต้นหญ้าและไม้พุ่มก็งอกงามขึ้นมาจนแน่นขนัด ทำให้ไฟป่าที่เกิดจากฟ้าผ่าทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อไม่มีช้างคอยล้มต้นไม้เพื่อกินกิ่งก้านสาขาเป็นอาหาร ผืนป่าก็เริ่มรกชัฏ และเมื่อซากสัตว์ใหญ่ลดลงมาก สัตว์กินซากบางชนิดก็พลอยลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ
อย่างไรก็ตาม พืชพรรณและสัตว์ขนาดเล็กอย่างแมลงกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบนิเวศกลับแทบไม่ถูกแตะต้อง อุทยานแห่งชาติโกรองโกซามีถิ่นอาศัยหลากหลายรูปแบบและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแม้ในปัจจุบัน ทั่วทั้งอุทยานแห่งนี้มีนก 398 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 122 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 34 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 43 ชนิด นอกจากนี้ยังอาจมีแมลง สัตว์พวกแมงมุมแมงป่อง และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆอีกหลายหมื่นชนิดรอให้เราค้นพบ
หนึ่งทศวรรษหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ระหว่างที่ประเทศประชาธิปไตยใหม่อย่างโมซัมบิกกำลังก่อร่างสร้างตัว โกรองโกซายังตกอยู่ในสภาพยับเยิน ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เกรก คาร์พยายามหาทางช่วยเหลือ หลังทำรายได้มหาศาลจากธุรกิจให้บริการวอยซ์เมลและอินเทอร์เน็ต เขาก็อุทิศตนให้กับงานด้านการกุศล เมื่อปี 2004 รัฐบาลโมซัมบิก ตกลงกับคาร์ว่า จะให้เขาช่วยวางแผนฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้  แต่คาร์ก็ทำอะไรมากกว่านั้นมาตลอด กล่าวคือ เขาดำเนินการฟื้นฟูโกรองโกซาตัวเองโดยใช้เงินส่วนตัวเป็นหลัก ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวของโมซัมบิกได้จับมือกับคาร์เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาอุทยานแห่งนี้ในระยะยาว
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี ทุกวันนี้ อุทยานแห่งชาติโกรองโกซากำลังฟื้นคืนสภาพไปด้วยดี สัตว์ใหญ่เช่นควายป่าและช้างแอฟริกาที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแอฟริกาใต้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ความสมดุลทางนิเวศวิทยาและพรรณสัตว์ขนาดใหญ่กำลังกลับคืนมาพร้อมๆกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูอุทยานที่เสียหายนั้นยากกว่าการตั้งอุทยานแห่งใหม่ขึ้นมาเสียอีก ซ้ำร้าย อุทยานโกรองโกซายังห่างไกลจากความปลอดภัย โดยเฉพาะเขตภูเขาโกรองโกซา ในช่วงสงครามกลางเมือง ทหารบุกรุกภูเขาลูกนี้ ขณะที่ชาวไร่ชาวนาที่ทำเกษตรแบบยังชีพก็เริ่มหักร้างถางพงตามไหล่เขาเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน ท้ายที่สุด ชาวไร่ชาวนาก็รุกขึ้นไปถึงป่าดิบชื้นบนยอดเขาแล้วเริ่มตัดต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับเปลี่ยนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เป็นไร่ข้าวโพดและมันฝรั่ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ป่าดิบชื้นดั้งเดิมถูกทำลายลงกว่าหนึ่งในสามเลยทีเดียว
ในเมื่อภูเขาลูกนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน อุทยานจึงมีอำนาจที่จะปกป้องแนวผืนป่า อย่างไรก็ตาม ป่าผืนนี้จะปลอดภัยอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อคนที่ทำลายป่ามีทางเลือกอื่น การท่องเที่ยวคือคำตอบหนึ่งของคาร์ ขณะเดียวกัน เขาว่าจ้างคณะทำงานหลายชุดเพื่อจัดทำโรงเพาะชำสำหรับเพาะกล้าไม้ชนิดต่างๆในป่าดิบชื้น และเริ่มกระบวนการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีเนื้อที่เท่าเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือแม้กระทั่งหลายศตวรรษ


นักปีนเขาออกันแน่นบริเวณฮิลลารีสเต็ป

Story

เพราะเหตุใดยอดเขาสูงที่สุดในโลกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการปีนเขา
หนึ่งชั่วโมงหลังออกเดินทางจากแคมป์บนสุดตามแนวสันเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมานต์เอเวอเรสต์ ปานูรู เชอร์ปา กับผมเดินผ่านศพแรก  ร่างไร้วิญญาณของนักปีนเขาผู้นี้อยู่ในท่านอนตะแคงราวกับกำลังงีบหลับอยู่กลางหิมะ อีกสิบนาทีให้หลัง เราก็ย่ำเท้าผ่านร่างไร้ลมหายใจอีกร่างหนึ่ง ลำตัวของเธอมีธงชาติแคนาดาคลุมอยู่ ถังออกซิเจนที่วางทับไว้ช่วยยึดผืนธงที่โบกสะบัดไม่ให้ปลิวไปตามแรงลม
    ระหว่างที่เราปีนป่ายตามหลังกันขึ้นไปติดๆโดยอาศัยเชือกที่ขึงอยู่ตามลาดเขาสูงชัน ปานูรูกับผมถูกขนาบด้วยคนแปลกหน้าทั้งข้างหน้าและข้างหลัง  วันก่อนตอนอยู่ที่แคมป์สาม นอกจากทีมของเราแล้วก็มีเพียงนักปีนเขากลุ่มเล็กๆ แต่พอตื่นขึ้นมาเช้านี้ เราก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นจำนวนนักปีนเขาที่เดินต่อกันเป็นแถวยาวสุดสายตาผ่านมาใกล้เต็นท์ของเรา
    ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 8,230 เมตร คนแน่นจนทุกคนไม่ว่าจะแข็งแรงหรือปีนเก่งแค่ไหน ก็เคลื่อนที่ไปได้ช้าพอกัน ท่ามกลางความมืดก่อนเวลาเที่ยงคืน  ผมมองเห็นแสงไฟฉายคาดศีรษะของนักปีนเขาสาดส่องเรียงกันเป็นแนวยาว เหนือศีรษะผม    ณ บริเวณโขดหินแห่งหนึ่ง นักปีนเขาอย่างน้อย 20 คนยึดตัวเองไว้กับเชือกเส้นเดียวกัน เป็นเชือกที่ขึงอยู่กับหมุดงอๆเพียงตัวเดียวซึ่งตอกลงไปในน้ำแข็ง  ถ้าหมุดเกิดหลุดออกมา น้ำหนักตัวของนักปีนเขาราว 20 คนจะทำให้เชือกหรือห่วงนิรภัยหลุดออกทันที ทำให้พวกเขากลิ้งตกเขาจนถึงแก่ความตาย
    ผมกับปานูรูซึ่งเป็นคนนำทางชาวเชอร์ปา ปลดห่วงนิรภัยออกจากเชือกสายหลักแล้วปีนแยกไปตามผืนน้ำแข็งโล่งๆ นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับนักปีนเขามากประสบการณ์ อีก 20 นาทีให้หลัง เราก็พบอีกศพหนึ่ง ร่างของชายคนนี้ยังยึดอยู่กับเชือก เขานั่งตัวแข็งเป็นหินอยู่กลางหิมะ หน้าดำ ดวงตาเบิกโพลง
    หลายชั่วโมงต่อมา ก่อนถึงฮิลลารีสเต็ป หน้าผาหินสูง 12 เมตรซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนถึงยอดเขา เราก็พบอีกศพหนึ่ง ใบหน้าที่มีหนวดเคราหร็อมแหร็มของเขาเป็นสีเทา ปากอ้าค้างราวกับกำลังร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน
    ผมอดคิดไม่ได้ว่า ครอบครัวและเพื่อนฝูงของคนเหล่านั้นจะเศร้าโศกเสียใจแค่ไหนเมื่อรู้ข่าวการเสียชีวิตของ พวกเขา ผมเองก็เคยสูญเสียมิตรสหายให้การปีนเขาเช่นกัน ตอนนี้เรายังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ อย่างไรก็ดี สาเหตุการตายบนเมานต์เอเวอเรสต์ในระยะหลังๆเกิดจากการขาดประสบการณ์ นักปีนเขาบางคนไม่อาจตัดสินได้ว่าตนทรหดอดทนแค่ไหน และเมื่อไรควรหันหลังกลับ
    ทุกวันนี้ เอเวอเรสต์กลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดเกี่ยวกับการปีนเขาไปแล้ว เมื่อปี 1963 มีนักปีนเขาเพียงหกคนขึ้นไปถึงยอดเขา แต่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2012 มีนักปีนเขากว่า 500 คนออกันอยู่บนนั้น ตอนผมขึ้นไปถึงยอดเขาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม มีคนอยู่แน่นขนัดจนผมแทบหาที่ยืนไม่ได้
    เอเวอเรสต์คือชัยชนะของนักปีนเขามาตลอด ทว่าทุกวันนี้มีผู้พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เกือบ 4,000 คนแล้ว บางคน ขึ้นไปมากกว่าหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ  การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้จึงมีความหมายน้อยกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ปัจจุบัน ราวร้อยละ 90 ของนักปีนเขาที่เดินทางขึ้นเอเวอเรสต์มีมัคคุเทศก์นำทาง  ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ไร้ทักษะการปีนเขาอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจ่ายเงินจ้างมัคคุเทศก์ด้วยราคา 30,000 ถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลายคนคาดหวังว่าจะไปถึงยอดเขา และมีไม่น้อยที่ขึ้นไปถึงจริงๆ แต่ก็ในสภาพย่ำแย่เต็มที นอกจากนี้ เส้นทางมาตรฐานสองสายอันได้แก่สันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงแออัดจนอาจเกิดอันตราย  แต่ยังประสบปัญหามลพิษอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นขยะที่ติดมากับธารน้ำแข็งหรือกองอุจจาระมนุษย์บริเวณแคมป์ด้านบน ซ้ำร้ายยังมีผู้เสียชีวิตที่นี่
    นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหา ปัจจัยหนึ่งคือการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำยิ่งขึ้น สมัยก่อนไม่ค่อยมีข้อมูล ทีมนักปีนเขาจึงดั้นด้นขึ้นสู่ยอดเขาต่อเมื่อสมาชิกในทีมพร้อมเท่านั้น ทว่าทุกวันนี้ การพยากรณ์อากาศผ่านดาวเทียมมีความแม่นยำอย่างยิ่ง ทุกทีมจึงรู้ว่าเมื่อไรอากาศจะเป็นใจ และมักมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาในวันเดียวกัน
    อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผู้ประกอบการที่ให้บริการในราคาย่อมเยาบางรายอาจไม่มีทีมงาน ความรู้ หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ลูกค้าปลอดภัยยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจ้างชาวเชอร์ปาน้อยคน และบางครั้งชาวเชอร์ปาที่จ้างมาก็ขาดประสบการณ์
    เพื่อป้องกันไม่ให้บนภูเขามีจำนวนนักปีนเขามากเกินไป จึงมีผู้เสนอให้จำกัดจำนวนใบอนุญาตในแต่ละฤดูการปีนเขา พร้อมทั้งจำกัดขนาดทีมไม่ให้มีลูกค้าเกินทีมละสิบคน ขณะที่อีกหลายคนยังไม่ปักใจเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะได้ผล
    แม้จะมีปัญหานานัปการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะยังมีคนอยากพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลกเสมอ เพราะการขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเอเวอเรสต์นั้นเปี่ยมความหมาย จนทำให้การเบียดเสียดกับฝูงชนหรือการเผชิญกับกองขยะกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เอเวอเรสต์ยิ่งใหญ่และไร้ความปรานีกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งนักปีนเขาจะรู้สึกราวกับถูกท้าทายให้ดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมา
    ช่วงเวลาเช่นนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้นักปีนเขาหวนกลับมายังเอเวอเรสต์เสมอ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การพิชิตยอดเขา แต่อยู่ที่การได้แสดงคารวะภูเขาลูกนี้และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางต่างหาก ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะฟื้นฟูความปกติสุขกลับมาสู่จุดสูงสุดของโลกได้หรือไม่

สารคดี

สารคดี