แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพ แสดงบทความทั้งหมด

ภาพขียนสีในแดนอุษาคเนย์













ภาพขียนสีในแดนอุษาคเนย์ส่วนหนึ่งปรากฏภาพพิธีกรรมที่มีคนทำท่าคล้ายกบ ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของผู้คนแถบนี้ เพราะถือว่าเป็นตัวบันดาลให้เกิดฝน (กบร้อง-ฝนตก) ภาพเหล่านี้ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในภาคอีสานบ้านเฮารวมถึงมณฑลกวางสีที่ ‘ผาลาย’ อันมีรูปคนจำนวนนับพัน ทำท่าเดียวกันคือยืนย่อเข่า ถ่างแข้งถ่างขาสองข้าง เหมือนท่ายักษ์ ท่าลิงในโรงโขนกรมศิลปากร

แม้แต่ภาพสลักบนปราสาทหินในกัมพูชาก็มีมีกองทหารนุ่งโจงกระเบนทำท่าเดินทัพ(หรือสวนสนาม)ตัดไม้ข่มนามก่อนออกรบล้วนตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรงไปในทิศทางเดียวกันเหมือนท่ากบ แค่นั้นยังไม่พอ ลองสังเกตท่าเซิ้งบั้งไฟกับท่ารำมวยโบราณทางอีสานก็มีลักษณะคล้ายท่ากบ จึงมีผู้สันนิษฐานอีกเช่นกันว่าได้มาจากท่ากบขอฝนที่เป็นท่าเต้นศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง — กับ

Figure of the heavenly bodies

ภาพ : Figure of the heavenly bodies ภาพแบบจำลองโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาลขอโตเลมีโดย Bartolomeu Velho ใน ค.ศ. 1568 (Bibliotèque National, Paris)

ในทางดาราศาสตร์ แนวคิดโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล (Geocentric Model) คือแนวคิดเก่าแก่ที่ว่าเอกภพทั้งมวลโคจรไปรอบโลกของเราที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นแนวคิดที่มีกำเนิดมาแต่ยุคสมัยของกรีกโบราณ โดยมีนักปราชญ์ในยุคนั้นทั้งทอเลมีและอริสโตเติลให้การสนับสนุน นักปรัชญากรีกโบราณล้วนแต่เชื่อว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดจนดวงดาวต่างๆ ล้วนแต่เคลื่อนที่เป็นวงกลมไปรอบๆ โลก มีแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ปรากฏในประเทศจีนเช่นกัน ความคิดและความเชื่อในแนวนี้ได้โยงไปถึงความเชื่อเรื่องเทพเจ้าซึ่งมีมาอย่างนานและความคิดแนวนี้ได้คร่าชีวิตนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาไปอย่างมากมาย

22 มิถุนายน


22 มิถุนายน....ในอดีต

22 มิถุนายน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971)

วันสิ้นชีพิตักษัยของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรยุคใหม่

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ที่ประสูติแต่ หม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา ทรงได้รับการยกย่องเป็น บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่

หม่อมเจ้าสิทธิพร เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่กรุงลอนดอน เริ่มรับราชการที่กระทรวงพระคลัง เมื่อ พ.ศ. 2444 ต่อมาทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมกษาปณ์ และอธิบดีกรมฝิ่น ทรงมีหม่อมท่านหนึ่งคือ หม่อมทิพ แต่ก็ถึงแก่กรรมในเวลาไม่นาน ต่อมา รัชกาลที่ 6 ทรงขอเจ้าศรีพรหมาให้อภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์อนุพร และหม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี

เมื่อ พ.ศ. 2464 ทรงลาออกจากราชการ เพื่อทรงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ณ บ้านบางเบิด อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หม่อมเจ้าสิทธิพร ได้ทรงบุกเบิกการเกษตรแผนใหม่ ณ ฟาร์มบางเบิด ทรงริเริ่มนำรถแทรกเตอร์มาใช้ในการเกษตรเป็นครั้งแรก ทรงเลี้ยงไก่พันธุ์เล็กฮอร์น สายพันธุ์ไข่ดก เป็นครั้งแรกที่บางเบิด ทรงสั่งพันธุ์แตงโมจากสหรัฐอเมริกา เพื่อปลูกจำหน่ายรู้จักกันทั่วไปในชื่อ แตงโมบางเบิด

หม่อมเจ้าสิทธิพร ทรงริเริ่มทดลองปลูกยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย ซึ่งบ่มด้วยความร้อนจนเป็นผลสำเร็จ ณ สถานีทดลองเกษตรแม่โจ้ ซึ่งต่อมากลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรทางภาคเหนือ

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมก่อการกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช พระเชษฐา ในกบฏบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2476 ถูกตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คุมขังที่เรือนจำบางขวาง แล้วย้ายไปคุมขังที่ทัณฑนิคม เกาะตะรุเตา ก่อนย้ายมาเกาะเต่า ก่อนจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในปี พ.ศ. 2487

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เมื่อปี พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2491 ในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ทรงเป็นประธานคณะกรรมการข้าวระหว่างชาติ ในการประชุมเมื่อปี พ.ศ. 2492, 2493 และ 2495 ได้รับรางวัลแมกไซไซ ด้านบริการสาธารณะ เมื่อ พ.ศ. 2510

นอกจากนี้แล้ว ยังเคยเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย ในตำแหน่งกองหน้า เมื่อปี พ.ศ. 2458 ซึ่งถือว่าเป็นทีมชาติไทยชุดแรกด้วย

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ถึงชีพิตักษัย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2514

22 มิถุนายน วันนี้ในอดีต

22 มิถุนายน....ในอดีต

22 มิถุนายน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) 

สภาผู้แทนราษฎรแห่งแคนาดาลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิต

โทษประหารหรือการประหารชีวิต (Capital punishment or the death penalty) เป็นกระบวนการทางกฎหมายในการที่คนที่มีชีวิตอยู่จะถูกทำให้ตายโดยรัฐเพื่อเป็นการลงโทษความผิดทางอาญา โทษประหารชีวิต คือ โทษสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติให้นักโทษที่ได้รับการพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มีผลต้องถูกทำให้เสียชีวิตตามกระบวนการยุติธรรม โดยบุคคลที่กระทำหน้าที่นี้เรียกว่า เพชฌฆาต พระราชกฤษฎีกาการพิจารณาคดีกับคนที่ถูกลงโทษในลักษณะนี้คือ การตัดสินประหารชีวิต (death sentence), ในขณะที่กระบวนการจริงของการประหารบุคคลนั้นคือ การสำเร็จโทษ (execution) อาชญากรรมที่จะส่งผลต่อการทำให้เกิดการประหารชีวิตนักโทษเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นอาชญากรรมเมืองหรือการกระทำความผิดเมือง คำศัพท์ capital มีต้นกำเนิดมาจากคำภาษาละตินว่าcapitalis ความหมายตามตัวอักษรคือ "ที่เกี่ยวข้องกับหัว" (หมายถึงการประหารชีวิตโดยการตัดหัว)

โทษประหารนั้น ในอดีตที่ผ่านมาได้รับประสบการณ์มาจากสังคมส่วนใหญ่ (จากข้อกล่าวอ้างที่มีชื่อเสียงแห่งจักรวรรดิเคียฟรุส (Kievan Rus)

ในอดีต จะใช้วิธีประหารชีวิตที่ส่งผลให้ประชาชนเกิดความกลัว และไม่กล้าที่จะกระทำความผิด เช่น

- การตัดศีรษะ (beheading, decapitation)
- การฝังทั้งเป็น (buried alive)
- การโยนลงไปในหลุมงู (snake pit) หรือ ประหารโดยใช้สัตว์ป่า แมลง
- การผ่าท้อง (disembowelment) ตัวอย่างเช่น ฮาราคีรี
- การเผาทั้งเป็น (burning to death)
- นอกจากนี้ ยังมีวิธีประหารชีวิตเฉพาะชาติต่างๆ เช่น
- การหักหลัง (breaking back) ในชนชาติมองโกล
- การแล่เนื้อ (slow slicing) ในจีน
- การตรึงกางเขน (crucifixion) ในโรมันโบราณ
- โทษประหารแบบ drawing and quartering ในอังกฤษ โดยสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ เป็นผู้ริเริ่ม
- โทษประหารแบบ Scaphism หรือ The Boats ในเปอร์เซีย เป็นต้น

ในปัจจุบัน โทษประหารชีวิตในหลายประเทศได้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากเหตุผลทางมนุษยชน

การฟื้นคืนชีวิตของโกรองโกซา

Story

ความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติหวนคืนสู่อุทยานแห่งชาติในโมซัมบิก
นช่วงมรสุมฤดูร้อนระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ลมค้าจากมหาสมุทรอินเดียพัดพาเมฆฝนมาสู่โมซัมบิก หมู่เมฆเคลื่อนตัวข้ามชายฝั่งเข้ามาให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนป่าบนที่ราบสูงเชรินโกมา ทุ่งหญ้าสะวันนา และท้องทุ่งบนที่ราบน้ำท่วมถึงในเขตหุบเขารอยเลื่อนเกรตริฟต์แวลลีย์ ก่อนจะเทฝนกระหน่ำลงบนลาดเขาโกรองโกซาอย่างชุ่มฉ่ำราวกับอำนวยพรแก่ผืนดิน
มวลเขาสูงโกรองโกซาสูงถึง 1,863  เมตรและมีปริมาณน้ำฝนสูงเกือบ 2 เมตรต่อปี เพียงพอจะหล่อเลี้ยงป่าดิบชื้นเขียวขจีบนยอดเขาและอุทยานแห่งชาติโกรองโกซาในเขตเกรตริฟต์แวลลีย์ทางตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิงของสัตว์ป่าที่รุ่มรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก่อนจะพินาศย่อยยับเพราะภัยสงครามกลางเมืองในโมซัมบิก อุทยานแห่งชาติโกรองโกซาเคยมีช้าง ควายป่าแอฟริกา ฮิปโปโปเตมัส สิงโต หมูป่าแอฟริกา และแอนทีโลปอยู่ชุกชุม ปัจจุบัน สัตว์บางชนิดที่กล่าวมากำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้ง  ส่วนใหญ่เป็นผลจากความพยายามของเกรก คาร์ นักธุรกิจใจบุญชาวอเมริกันผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการฟื้นฟูโกรองโกซา
ฤดูร้อนของปี 2011 ผมเดินทางไปโกรองโกซาเพื่อสนับสนุนความพยายามของคาร์อีกแรงหนึ่ง อุทยานแห่งนี้เป็นตัวอย่างชั้นยอดที่จะสื่อให้เห็นความสำคัญของชีววิทยา ป่าดิบชื้นเนื้อที่ 75 ตารางกิโลเมตรบนยอดเขาโกรองโกซาเปรียบเสมือนเกาะอันรุ่มรวยทางนิเวศวิทยากลางทุ่งหญ้าสะวันนาและท้องทุ่ง ป่าดิบชื้นบนยอดเขาแห่งนี้ยากจะเข้าถึง ส่วนใหญ่จึงยังไม่ได้รับการสำรวจโดยนักชีววิทยา เป็นต้นว่า ตอนที่ผมมาถึง เรายังแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเชี่ยวชาญ
ระหว่างพำนักอยู่ที่อุทยาน ผมมีผู้ช่วยชื่อทองกา ทอร์ซีดา เด็กหนุ่มที่เกิดบนภูเขาโกรองโกซา ช่วงที่เราร่วมงานกัน ทอร์ซีดาเพิ่งรู้ว่าได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อในวิทยาลัยแห่งหนึ่งของแทนซาเนีย เขาพูดได้ถึง 4 ภาษา และรู้จักโกรองโกซาอย่างทะลุปรุโปร่ง  จึงตั้งใจจะเป็นนักชีววิทยาสัตว์ป่า
จะว่าไปแล้ว โกรองโกซาเผชิญกับชะตากรรมหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว สามปีหลังโมซัมบิกได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 1975 สงครามกลางเมืองก็ปะทุขึ้นและลุกโชนอยู่นาน 17 ปี อุทยานซึ่งรัฐบาลอาณานิคมตั้งขึ้นเมื่อปี 1960 แห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิ ที่ทำการอุทยานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวถูกทำลาย ทหารซึ่งทั้งหิวโหยและปรารถนาจะได้งาช้างไปแลกอาวุธในแอฟริกาใต้ล้มช้างไปจำนวนมาก สุดท้าย สัตว์ใหญ่เกือบทุกชนิดในอุทยานถูกล่าไปจนหมดหรือไม่ก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที
การหายหน้าไปของสัตว์ใหญ่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง เมื่อไม่มีฝูงม้าลายคอยและเล็มหญ้า ต้นหญ้าและไม้พุ่มก็งอกงามขึ้นมาจนแน่นขนัด ทำให้ไฟป่าที่เกิดจากฟ้าผ่าทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อไม่มีช้างคอยล้มต้นไม้เพื่อกินกิ่งก้านสาขาเป็นอาหาร ผืนป่าก็เริ่มรกชัฏ และเมื่อซากสัตว์ใหญ่ลดลงมาก สัตว์กินซากบางชนิดก็พลอยลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ
อย่างไรก็ตาม พืชพรรณและสัตว์ขนาดเล็กอย่างแมลงกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบนิเวศกลับแทบไม่ถูกแตะต้อง อุทยานแห่งชาติโกรองโกซามีถิ่นอาศัยหลากหลายรูปแบบและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแม้ในปัจจุบัน ทั่วทั้งอุทยานแห่งนี้มีนก 398 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 122 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 34 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 43 ชนิด นอกจากนี้ยังอาจมีแมลง สัตว์พวกแมงมุมแมงป่อง และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆอีกหลายหมื่นชนิดรอให้เราค้นพบ
หนึ่งทศวรรษหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ระหว่างที่ประเทศประชาธิปไตยใหม่อย่างโมซัมบิกกำลังก่อร่างสร้างตัว โกรองโกซายังตกอยู่ในสภาพยับเยิน ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เกรก คาร์พยายามหาทางช่วยเหลือ หลังทำรายได้มหาศาลจากธุรกิจให้บริการวอยซ์เมลและอินเทอร์เน็ต เขาก็อุทิศตนให้กับงานด้านการกุศล เมื่อปี 2004 รัฐบาลโมซัมบิก ตกลงกับคาร์ว่า จะให้เขาช่วยวางแผนฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้  แต่คาร์ก็ทำอะไรมากกว่านั้นมาตลอด กล่าวคือ เขาดำเนินการฟื้นฟูโกรองโกซาตัวเองโดยใช้เงินส่วนตัวเป็นหลัก ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวของโมซัมบิกได้จับมือกับคาร์เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาอุทยานแห่งนี้ในระยะยาว
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี ทุกวันนี้ อุทยานแห่งชาติโกรองโกซากำลังฟื้นคืนสภาพไปด้วยดี สัตว์ใหญ่เช่นควายป่าและช้างแอฟริกาที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแอฟริกาใต้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ความสมดุลทางนิเวศวิทยาและพรรณสัตว์ขนาดใหญ่กำลังกลับคืนมาพร้อมๆกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูอุทยานที่เสียหายนั้นยากกว่าการตั้งอุทยานแห่งใหม่ขึ้นมาเสียอีก ซ้ำร้าย อุทยานโกรองโกซายังห่างไกลจากความปลอดภัย โดยเฉพาะเขตภูเขาโกรองโกซา ในช่วงสงครามกลางเมือง ทหารบุกรุกภูเขาลูกนี้ ขณะที่ชาวไร่ชาวนาที่ทำเกษตรแบบยังชีพก็เริ่มหักร้างถางพงตามไหล่เขาเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน ท้ายที่สุด ชาวไร่ชาวนาก็รุกขึ้นไปถึงป่าดิบชื้นบนยอดเขาแล้วเริ่มตัดต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับเปลี่ยนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เป็นไร่ข้าวโพดและมันฝรั่ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ป่าดิบชื้นดั้งเดิมถูกทำลายลงกว่าหนึ่งในสามเลยทีเดียว
ในเมื่อภูเขาลูกนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน อุทยานจึงมีอำนาจที่จะปกป้องแนวผืนป่า อย่างไรก็ตาม ป่าผืนนี้จะปลอดภัยอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อคนที่ทำลายป่ามีทางเลือกอื่น การท่องเที่ยวคือคำตอบหนึ่งของคาร์ ขณะเดียวกัน เขาว่าจ้างคณะทำงานหลายชุดเพื่อจัดทำโรงเพาะชำสำหรับเพาะกล้าไม้ชนิดต่างๆในป่าดิบชื้น และเริ่มกระบวนการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีเนื้อที่เท่าเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือแม้กระทั่งหลายศตวรรษ


นักปีนเขาออกันแน่นบริเวณฮิลลารีสเต็ป

Story

เพราะเหตุใดยอดเขาสูงที่สุดในโลกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการปีนเขา
นึ่งชั่วโมงหลังออกเดินทางจากแคมป์บนสุดตามแนวสันเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมานต์เอเวอเรสต์ ปานูรู เชอร์ปา กับผมเดินผ่านศพแรก  ร่างไร้วิญญาณของนักปีนเขาผู้นี้อยู่ในท่านอนตะแคงราวกับกำลังงีบหลับอยู่กลางหิมะ อีกสิบนาทีให้หลัง เราก็ย่ำเท้าผ่านร่างไร้ลมหายใจอีกร่างหนึ่ง ลำตัวของเธอมีธงชาติแคนาดาคลุมอยู่ ถังออกซิเจนที่วางทับไว้ช่วยยึดผืนธงที่โบกสะบัดไม่ให้ปลิวไปตามแรงลม
    ระหว่างที่เราปีนป่ายตามหลังกันขึ้นไปติดๆโดยอาศัยเชือกที่ขึงอยู่ตามลาดเขาสูงชัน ปานูรูกับผมถูกขนาบด้วยคนแปลกหน้าทั้งข้างหน้าและข้างหลัง  วันก่อนตอนอยู่ที่แคมป์สาม นอกจากทีมของเราแล้วก็มีเพียงนักปีนเขากลุ่มเล็กๆ แต่พอตื่นขึ้นมาเช้านี้ เราก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นจำนวนนักปีนเขาที่เดินต่อกันเป็นแถวยาวสุดสายตาผ่านมาใกล้เต็นท์ของเรา
    ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 8,230 เมตร คนแน่นจนทุกคนไม่ว่าจะแข็งแรงหรือปีนเก่งแค่ไหน ก็เคลื่อนที่ไปได้ช้าพอกัน ท่ามกลางความมืดก่อนเวลาเที่ยงคืน  ผมมองเห็นแสงไฟฉายคาดศีรษะของนักปีนเขาสาดส่องเรียงกันเป็นแนวยาว เหนือศีรษะผม    ณ บริเวณโขดหินแห่งหนึ่ง นักปีนเขาอย่างน้อย 20 คนยึดตัวเองไว้กับเชือกเส้นเดียวกัน เป็นเชือกที่ขึงอยู่กับหมุดงอๆเพียงตัวเดียวซึ่งตอกลงไปในน้ำแข็ง  ถ้าหมุดเกิดหลุดออกมา น้ำหนักตัวของนักปีนเขาราว 20 คนจะทำให้เชือกหรือห่วงนิรภัยหลุดออกทันที ทำให้พวกเขากลิ้งตกเขาจนถึงแก่ความตาย
    ผมกับปานูรูซึ่งเป็นคนนำทางชาวเชอร์ปา ปลดห่วงนิรภัยออกจากเชือกสายหลักแล้วปีนแยกไปตามผืนน้ำแข็งโล่งๆ นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับนักปีนเขามากประสบการณ์ อีก 20 นาทีให้หลัง เราก็พบอีกศพหนึ่ง ร่างของชายคนนี้ยังยึดอยู่กับเชือก เขานั่งตัวแข็งเป็นหินอยู่กลางหิมะ หน้าดำ ดวงตาเบิกโพลง
    หลายชั่วโมงต่อมา ก่อนถึงฮิลลารีสเต็ป หน้าผาหินสูง 12 เมตรซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนถึงยอดเขา เราก็พบอีกศพหนึ่ง ใบหน้าที่มีหนวดเคราหร็อมแหร็มของเขาเป็นสีเทา ปากอ้าค้างราวกับกำลังร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน
    ผมอดคิดไม่ได้ว่า ครอบครัวและเพื่อนฝูงของคนเหล่านั้นจะเศร้าโศกเสียใจแค่ไหนเมื่อรู้ข่าวการเสียชีวิตของ พวกเขา ผมเองก็เคยสูญเสียมิตรสหายให้การปีนเขาเช่นกัน ตอนนี้เรายังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ อย่างไรก็ดี สาเหตุการตายบนเมานต์เอเวอเรสต์ในระยะหลังๆเกิดจากการขาดประสบการณ์ นักปีนเขาบางคนไม่อาจตัดสินได้ว่าตนทรหดอดทนแค่ไหน และเมื่อไรควรหันหลังกลับ
    ทุกวันนี้ เอเวอเรสต์กลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดเกี่ยวกับการปีนเขาไปแล้ว เมื่อปี 1963 มีนักปีนเขาเพียงหกคนขึ้นไปถึงยอดเขา แต่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2012 มีนักปีนเขากว่า 500 คนออกันอยู่บนนั้น ตอนผมขึ้นไปถึงยอดเขาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม มีคนอยู่แน่นขนัดจนผมแทบหาที่ยืนไม่ได้
    เอเวอเรสต์คือชัยชนะของนักปีนเขามาตลอด ทว่าทุกวันนี้มีผู้พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เกือบ 4,000 คนแล้ว บางคน ขึ้นไปมากกว่าหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ  การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้จึงมีความหมายน้อยกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ปัจจุบัน ราวร้อยละ 90 ของนักปีนเขาที่เดินทางขึ้นเอเวอเรสต์มีมัคคุเทศก์นำทาง  ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ไร้ทักษะการปีนเขาอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจ่ายเงินจ้างมัคคุเทศก์ด้วยราคา 30,000 ถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลายคนคาดหวังว่าจะไปถึงยอดเขา และมีไม่น้อยที่ขึ้นไปถึงจริงๆ แต่ก็ในสภาพย่ำแย่เต็มที นอกจากนี้ เส้นทางมาตรฐานสองสายอันได้แก่สันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงแออัดจนอาจเกิดอันตราย  แต่ยังประสบปัญหามลพิษอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นขยะที่ติดมากับธารน้ำแข็งหรือกองอุจจาระมนุษย์บริเวณแคมป์ด้านบน ซ้ำร้ายยังมีผู้เสียชีวิตที่นี่
    นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหา ปัจจัยหนึ่งคือการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำยิ่งขึ้น สมัยก่อนไม่ค่อยมีข้อมูล ทีมนักปีนเขาจึงดั้นด้นขึ้นสู่ยอดเขาต่อเมื่อสมาชิกในทีมพร้อมเท่านั้น ทว่าทุกวันนี้ การพยากรณ์อากาศผ่านดาวเทียมมีความแม่นยำอย่างยิ่ง ทุกทีมจึงรู้ว่าเมื่อไรอากาศจะเป็นใจ และมักมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาในวันเดียวกัน
    อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผู้ประกอบการที่ให้บริการในราคาย่อมเยาบางรายอาจไม่มีทีมงาน ความรู้ หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ลูกค้าปลอดภัยยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจ้างชาวเชอร์ปาน้อยคน และบางครั้งชาวเชอร์ปาที่จ้างมาก็ขาดประสบการณ์
    เพื่อป้องกันไม่ให้บนภูเขามีจำนวนนักปีนเขามากเกินไป จึงมีผู้เสนอให้จำกัดจำนวนใบอนุญาตในแต่ละฤดูการปีนเขา พร้อมทั้งจำกัดขนาดทีมไม่ให้มีลูกค้าเกินทีมละสิบคน ขณะที่อีกหลายคนยังไม่ปักใจเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะได้ผล
    แม้จะมีปัญหานานัปการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะยังมีคนอยากพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลกเสมอ เพราะการขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเอเวอเรสต์นั้นเปี่ยมความหมาย จนทำให้การเบียดเสียดกับฝูงชนหรือการเผชิญกับกองขยะกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เอเวอเรสต์ยิ่งใหญ่และไร้ความปรานีกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งนักปีนเขาจะรู้สึกราวกับถูกท้าทายให้ดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมา
    ช่วงเวลาเช่นนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้นักปีนเขาหวนกลับมายังเอเวอเรสต์เสมอ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การพิชิตยอดเขา แต่อยู่ที่การได้แสดงคารวะภูเขาลูกนี้และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางต่างหาก ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะฟื้นฟูความปกติสุขกลับมาสู่จุดสูงสุดของโลกได้หรือไม่

วัวมัสก์อ็อกซ์ (muskox)

ภาพ : สวรรค์สุดขอบโลก 
ภาพโดย : เชียร์เกย์ กอร์ชคอฟ 
คำบรรยายภาพ : วัวมัสก์อ็อกซ์ (muskox) ถูกนำมาปล่อยบนเกาะแรงเกลเมื่อปี 1975 และปัจจุบันมีจำนวนราว 800 ตัว พวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูงมากขึ้นทุกทีเพื่อป้องกันตัวเองจากหมาป่านักล่าที่เพิ่งหวนคืนกลับมา

สารคดี

สารคดี