แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารคดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารคดี แสดงบทความทั้งหมด

สารคดี Discovery Channel 3. การผจญภัยของพ๊อด

สารคดี Discovery Channel 3. การผจญภัยของพ๊อด


 

Ancient Aliens - เอเลียนส์กับอสูรกาย ALIENS AND MONSTERS


Ancient Aliens - เอเลียนส์กับอสูรกาย ALIENS AND MONSTERS มีความเป็นมาอย่างไรติดตามได้

สารคดี Ancient Aliens - 203 - Underwater Worlds (พากย์ไทย)



สารคดี Ancient Aliens - 210 - Alien Contacts (พากย์ไทย)



แหล่งอารยธรรมจากนอกโลก UFO ( Agharta )



"รีคอน" นักรบเดนตาย Recon


อนาคตของอาวุธสงคราม


ท่องโลกกว้าง (ท่องทั่วทวีป - หมู่เกาะไกลโพ้น) 27 มิถุนายน 2556

ท่องโลกกว้าง (ท่องทั่วทวีป - หมู่เกาะไกลโพ้น) 27 มิถุนายน 2556
ท่องทั่วทวีป - หมู่เกาะไกลโพ้น 27June13 by LadyBimbette

ท่องโลกกว้าง (ท่องทั่วทวีป - อุรุกวัยและปารากวัย) 28 มิถุนายน 2556


ท่องโลกกว้าง (ท่องทั่วทวีป - อุรุกวัยและปารากวัย) 28 มิถุนายน 2556


ท่องทั่วทวีป - อุรุกวัยและปารากวัย 28June13 by LadyBimbette

วันที่ 23 มิถุนายน


วันเกิด[แก้]

วันถึงแก่กรรม[แก้]

วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล[แก้]

  • วันชาติลักเซมเบิร์ก

สารคดี JACK THE RIPPERสารคดี สงครามกรุงวอซอร์โปรแลนด์

สารคดี JACK THE RIPPERสารคดี สงครามกรุงวอซอร์โปรแลนด์

สารคดี สงครามเกาหลี 2


สารคดี สุดยอดเฮลิคอปเตอร์ อาปาเช่

สารคดี สุดยอดเฮลิคอปเตอร์ อาปาเช่

สารคดี สารคดี แม็กเลฟ รถไฟความเร็วสูง เซี่ยงไฮ้

สารคดี สารคดี แม็กเลฟ รถไฟความเร็วสูง เซี่ยงไฮ้ 

สารคดี MARINE MACHINES ตอน เรือรบล่องหน

เรือรบล่องหน

สารคดี ท่องโลกกว้าง ตอน มหาสมุทร

มหาสมุทร

โลกสามมิติ ตอน เวสต์ออสเตรเลีย

เวสต์ออสเตรเลีย

สารคดี ท่องเที่ยว 3/5ปราสาทผีสิงแห่งอังกฤษ


ดร. โก๊ะเค็งซวี


“ชาวสิงคโปร์เชื่อการทำงานหนัก เชื่อในการค้าเสรี เชื่อว่าเราจะปรับตัวได้ เชื่อในการคว้าโอกาสสุดท้ายเชื่อมั่นในตัวเอง นี่คือคุณภาพประชากรที่จะช่วยเปลี่ยนเกาะเล็กๆ ที่มีแต่บึงเฉอะแฉะไปสู่เมืองหลวงที่เฟื่องฟู”

ดร. โก๊ะเค็งซวี
สุนทรพจน์ที่กล่าวในโอกาสเยือนหอการค้าจีน ปี ๒๕๑๒/๑๙๖๙

วันประกาศเอกราช๙ สิงหาคม ๒๕๐๘/๑๙๖๕
ชื่อทางการสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)
เมืองหลวงสิงคโปร์
ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
ประชากร๕,๐๗๖,๗๐๐ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook)
ภาษาราชการภาษาอังกฤษ จีนกลาง มลายู ทมิฬ

ดร. โก๊ะเค็งซวี เกิดเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๖๑/๑๙๑๘ ที่รัฐมะละกา (ภายใต้การปกครองของอังกฤษ)  ครอบครัวของเขาเป็นชาวเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มลายู)  เขาย้ายตามครอบครัวมาอยู่สิงคโปร์ตอนอายุได้ ๒ ขวบ เข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนอังกฤษ-จีน (Anglo-Chinese School) และศึกษาต่อที่วิทยาลัยแรฟเฟิลส์ (Raffles College) จนจบเมื่อปี ๒๔๘๒/๑๙๓๙ จากนั้นรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการสังคมของรัฐบาลอาณานิคมสิงคโปร์
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขากลับเข้ารับราชการตามเดิม ก่อนได้ทุนไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ London School of Economics (LSE) ในปี ๒๔๙๐/๑๙๔๗  ขณะอยู่ในลอนดอน เขาร่วมกับนักเรียนทุนสิงคโปร์ที่มีแนวคิดต่อต้านอาณานิคม เช่น ลีกวนยู ก่อตั้ง Malayan Forum เพื่อถกเถียงปัญหาทางการเมืองของอาณานิคม โดยเขารับเป็นประธานกลุ่มคนแรก
เขาจบจาก LSE ด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ ได้รับรางวัล William Farr Prize แล้วกลับมารับราชการช่วงสั้น ๆ ก่อนได้ทุนกลับไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ LSE อีกครั้งในสาขาเดิม จนจบในปี ๒๔๙๙/๑๙๕๖
โก๊ะเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับพรรคกิจประชา (PAP) ของลีกวนยู  เส้นทางการเมืองของเขาหลังจากนั้นคือการดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี ๒๕๐๒/๑๙๕๙ ซึ่งเขาวางนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสร้างงานในประเทศ พลิกเขตจูร่ง(Jurong) จากพื้นที่ชื้นแฉะให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ริเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการ Economic Development Board (EDB) ในปี ๒๕๐๔/๑๙๖๑ เพื่อออกมาตรการดึงดูดนักลงทุน  หลังสิงคโปร์แยกตัวจากมาเลเซียเป็นเอกราชในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ โก๊ะผลักดันให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ
อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนแรกของสิงคโปร์  ในช่วงที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ  โก๊ะเร่งสถาปนากองทัพสิงคโปร์ท่ามกลางความขาดแคลนทรัพยากรและกำลังคนด้วยการสร้างกลุ่มนายทหารที่จะเป็นกำลังหลักโดยมีกำลังเสริมเป็นอาสาสมัคร ๓,๐๐๐ นาย  ต่อมาในปี ๒๕๑๐/๑๙๖๗ จึงเริ่มใช้ระบบเกณฑ์ทหาร  โดยผู้ชายสิงคโปร์ทุกคนที่อายุครบ ๑๘ ปีจะต้องเข้ารับการฝึกวิชาทหาร ร้อยละ ๑๐ จะถูกคัดเลือกเข้าประจำการ  เมื่อครบกำหนดก็จะปลดประจำการและถูกทดแทนด้วยกำลังสำรองรุ่นใหม่
โก๊ะยังมีผลงานสำคัญขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี ๒๕๒๒/๑๙๗๙ โดยก่อตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัดและความสามารถของตนเอง ซึ่งนโยบายนี้ช่วยลดจำนวนนักเรียนที่ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน
ทั้งนี้นอกจากงานใน ๒ กระทรวงสำคัญ เขายังดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการของรัฐบาลอีกหลายชุดและเป็นที่ปรึกษาขององค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่ง
หลังจากตรวจพบมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะในเดือนกันยายน ๒๕๒๖/๑๙๘๓ เขาลาออกจากทุกตำแหน่งทาง
การเมืองในเดือนธันวาคมปีต่อมา แต่ยังดำรงตำแหน่งในองค์กรเอกชน  อย่างไรก็ตามอาการที่ทรุดลงเรื่อย ๆ ทำให้เขาต้องนอนพักรักษาตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓/๒๐๐๐ จนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓/๒๐๑๐
โก๊ะได้รับการยกย่องเป็น “สถาปนิกเศรษฐกิจ” ของสิงคโปร์  ในปี ๒๕๑๕/๑๙๗๒ เขาได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการรัฐกิจ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสิงคโปร์คือ Order of Temasek เมื่อปี ๒๕๒๘/๑๙๘๕ ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาประเทศ กลุ่มธุรกิจและมหาวิทยาลัยแห่งชาติยังตั้งกองทุนและมอบทุนการศึกษาในชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติมาจนถึงทุกวันนี้
ล่าสุดในปี ๒๕๕๑/๒๐๐๘ ปัวซวีเหลียง (Pua Swee Liang) ภรรยาของเขาก่อตั้งมูลนิธิโก๊ะเค็งซวีขึ้น เพื่อรักษาเรื่องราวและเผยแพร่แนวคิดของโก๊ะต่อสาธารณชน

ผู้เลือก :  เอ็ดการ์ เหลียว (Edgar Liao)
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ วัย ๓๒ ปี
ผมเลือก โก๊ะเค็งซวี (Goh Keng Swee) ด้วยเหตุผลคือ หนึ่ง ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์กล่าวสรรเสริญโก๊ะไว้ว่า นี่คือชายที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแยกสิงคโปร์จากมาเลเซียในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ประการแรกโก๊ะคิดว่าการปกครองตนเองคือทางที่ดีที่สุดในการเผชิญปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ มากกว่าจะคงเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย  ประการต่อมา ในรัฐบาลสิงคโปร์หลังประกาศเอกราช โก๊ะมีบทบาทสำคัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมสิงคโปร์ในแบบที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
“นโยบายที่ส่งผลมากคือการเกณฑ์ทหาร การปฏิรูประบบการศึกษาและพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบเกณฑ์ทหารทำให้หลากหลายเชื้อชาติมาหลอมรวมกัน เกิดความรักชาติ สร้างความมั่นคงให้เกาะเล็ก ๆ ในสายตานักลงทุนต่างประเทศ สนับสนุนให้สอน ๒ ภาษาในโรงเรียนตั้งแต่ปี ๒๕๒๒/๑๙๗๙ เปิดเขตเศรษฐกิจจูร่งในปี ๒๕๐๔/๑๙๖๑ กระทั่งบทบาททางวัฒนธรรม เขาคือผู้ก่อตั้งวงสิงคโปร์ ซิมโฟนี ออร์เคสตรา และสวนสัตว์สิงคโปร์
“ผมรู้จักโก๊ะจากหนังสือเรียนชั้นมัธยม ชื่อของเขาถูกพูดถึงบ่อยรองจาก ลีกวนยู  ผมมารู้จักเขามากขึ้นสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ในสิงคโปร์เราคุยเรื่องกลุ่มผู้ก่อตั้งประเทศมากขึ้น จากเดิมที่เน้นที่ ลีกวนยู คนเดียว  สมัยก่อนโก๊ะเป็นที่รู้จัก แต่ก็ไม่มากเท่าปัจจุบัน เพราะหลังเขาเสียชีวิตในปี ๒๕๕๓/๒๐๑๐ เริ่มมีบทความที่เกี่ยวข้อง มีหนังสือ ๒ เล่มตีพิมพ์ออกมาในปีเดียวกัน มีการศึกษาชีวิตโก๊ะและผู้ก่อตั้งสิงคโปร์คนอื่น ๆ  คนสิงคโปร์หลายคนดีใจที่มีเรื่องราวผู้ก่อตั้งประเทศคนอื่นนอกจาก ลีกวนยู
“สิงคโปร์เป็นประเทศอายุน้อย เราเพิ่งเขียนประวัติศาสตร์ใช้ในโรงเรียนจริงจังเมื่อปี ๒๕๔๐/๑๙๙๗  ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ เมื่อเขียนก็ไม่ได้เพ่งเล็งที่ผู้นำทางการเมือง แต่ยุคหลัง ๆ เมื่อมีรัฐมนตรีในยุคสร้างชาติเสียชีวิต  เรื่องของเขาจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน  เอาเข้าจริงผมคิดว่าสิงคโปร์อาจไม่ต้องการบุคคลสำคัญ เพราะแต่ละคนต่างมีอยู่ในใจแล้ว”

- See more at: http://www.sarakadee.com/2013/04/09/goh-keng-swee/#sthash.DrirzYN5.dpuf

ซูการ์โน


“ในประเทศอินโดนีเซียเสรีการต่อสู้จะยังดําเนินต่อไป เพียงแต่จะแปลกไปในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่
ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้บรรลุหลักการที่อยู่ใน‘ปัญจสีลา’”

ซูการ์โน
ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย ในสุนทรพจน์ “กำเนิดของปัญจสีลา”  ๑ มิถุนายน ๒๔๘๙/๑๙๔๖

วันประกาศเอกราช๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๘/๑๙๔๕
ชื่อทางการสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)
เมืองหลวงจาการ์ตา
ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ
ประชากร๒๔๘,๖๔๕,๐๐๘ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook)
ภาษาราชการภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia)

ซูการ์โนเกิดวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๔๔๔/๑๙๐๑ ในเกาะชวาตะวันออก  ในวัยเด็กครอบครัวสนับสนุนให้เขาเป็น “คนสำคัญ มีประโยชน์ พร้อมรับแสงอรุณ และมีอุดมการณ์” อิทธิพลทางความคิดนี้มาจาก “วาหยัง” หรือหนังตะลุงอินโดนีเซีย ที่เล่าความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชวาโบราณ  เขาถูกส่งไปเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนของชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ที่เมืองสุราบายา โดยมีผู้ดูแลคือ อุมาร์ ซาอิด โจโครอามิโนโต (Umar Said Cokroaminoto) แกนนำและนักกล่าวสุนทรพจน์คนสำคัญของสหพันธ์การค้าอิสลาม (Sarekat Dagang Islam) สหพันธ์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของนักหัตถกรรมผ้าบาติก เพื่อต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าอาณานิคมฮอลันดา ต่อมาสหพันธ์ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมนี้ได้มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง ซูการ์โนจึงมีโอกาสซึมซับประสบการณ์หลายแบบ เช่น อ่านหนังสือได้หลายภาษา ติดต่อกับผู้นำฝ่ายอิสลามและสังคมนิยม จนรู้จัก “การเมือง” ตั้งแต่เด็ก  จากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ในสถาบันเทคนิคเมืองบันดุง  ทว่าเมื่อโจโครอามิตาโนโตถูกจับ และที่บ้านมีปัญหาการเงิน ซูการ์โนก็กลับบ้านและกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “พรรคชาตินิยมอินโดนีเซีย” ที่มีสมาชิกถึง ๑ หมื่นคนในปี ๒๔๖๙/๑๙๒๖
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดระแวงให้แก่ฮอลันดา พรรคชาตินิยมอินโดนีเซียจึงถูกยุบ ซูการ์โนถูกจับ  เขาได้รับการปล่อยตัวในปี ๒๔๗๔/๑๙๓๑ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองจนถูกเนรเทศไปเกาะฟลอเรสและเบิงกูลูในปี ๒๔๗๖/๑๙๓๓  ต้องรอจนญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซียในปี ๒๔๘๔/๑๙๔๑ จึงได้รับการปล่อยตัวพร้อมนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ
เมื่อญี่ปุ่นตกลงทำงานร่วมกับกลุ่มนักชาตินิยมโดยชูประเด็นต่อต้านนักล่าอาณานิคมตะวันตก จึงมีการตั้งศูนย์ “ปูเตระ” (Pusat Tenaga Rakjat – Putera) องค์กรรวมนักชาตินิยมอินโดนีเซียและตั้งกองกำลัง “เปตะ” กองกำลังทหารอาสาซึ่งได้รับการฝึกแบบญี่ปุ่น  แม้ในทางปฏิบัติองค์กรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ญี่ปุ่นดูเป็นผู้ปลดปล่อย ทว่าในความเป็นจริงไม่มีบทบาทจริงจังนัก แต่ก็ทำให้ซูการ์โนกลายเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นในเวลานั้น
๑ มิถุนายน ๒๔๘๘/๑๙๔๕ ระหว่างที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในแนวรบทั่วเอเชีย ซูการ์โนร่าง “ปัญจสีลา” ๕ ข้อ ซึ่งทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ ในวันที่ ๑๗ สิงหาคมปีเดียวกัน มันถูกประกาศพร้อมกับพิธีประกาศเอกราชที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในสวนหน้าบ้านพักของซูการ์โนในกรุงจาการ์ตา  เขาอ่านคำประกาศอิสรภาพต่อหน้ากองทหารเปตะว่า “บัดนี้ชาวอินโดนีเซียขอประกาศเอกราช  ภารกิจอื่น ๆ และการส่งถ่ายอำนาจจะจัดการต่อไปโดยเร็วที่สุด”  จากนั้นฟาตมาวาตี ภรรยาของซูการ์โนจึงคลี่ผืนธงชาติที่เย็บเตรียมไว้ส่งให้ทหารชักขึ้นสู่ยอดเสา พร้อมบรรเลงเพลง “อินโดนีเซียรายา” (อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่) อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
สิ่งที่ตามมาคือช่วงเวลาอันยากลำบาก  ซูการ์โนเผชิญความท้าทายในการรวมประเทศ ระหว่างปี ๒๔๘๘/๑๙๔๕-๒๔๙๒/๑๙๔๙ เขาต้องเผชิญกับการกบฏของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มคอมมิวนิสต์ เผชิญหน้าทางทหารกับฮอลันดาที่พยายามกลับมาปกครองอินโดนีเซียอีก ๒ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาถูกฮอลันดาจับกุมตัวพร้อมผู้นำคนอื่น ก่อนที่แรงกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮอลันดายอมให้เอกราชแก่อินโดนีเซียในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๙๒/๑๙๔๙  อินโดนีเซียจึงฉลองวันชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิในปี ๒๔๙๓/๑๙๕๐
ทว่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๔๙๘/๑๙๕๕ ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ซูการ์โนเสนอ “ระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ” (Guided Democracy) ยุบสภาผู้แทนราษฎร หันมาใช้รัฐสภาที่มีตัวแทนจากหลายสาขาอาชีพ ตั้งรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ยุบพรรคการเมืองหลายพรรค และเพิ่มอำนาจให้ตนเอง  ผลที่ตามมาคือบทบาทของกองทัพมีมากขึ้น
อินโดนีเซียยุคซูการ์โนดำเนินนโยบายต่างประเทศได้โดดเด่น เขาร่วมกับผู้นำอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และพม่า จัดประชุมกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกาที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เมืองบันดุง เพื่อเน้นนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและถ่วงดุลอำนาจค่ายคอมมิวนิสต์และเสรีประชาธิปไตย
อำนาจของซูการ์โนลดลงเมื่อเกิดความพยายามทำรัฐประหารในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เรียกกันติดปากว่า “เกสตาปู” แต่ล้มเหลวเพราะนายพลซูฮาร์โตผู้นำกองกำลังยุทธการสามารถปราบปรามได้  เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ซูฮาร์โตมีบทบาทโดดเด่นขึ้นและค่อย ๆ ขึ้นสู่อำนาจ  ในที่สุดซูการ์โนก็ถูกบีบให้ลาออกในปี ๒๕๑๑/๑๙๖๘ ทำให้อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่ยุค “ระเบียบใหม่” (Order Baru) ที่มีนายพลซูฮาร์โตและกองทัพเป็นผู้นำ
ซูการ์โนอำลาโลกนี้ไปในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๓/๑๙๗๐ เมื่ออายุได้ ๖๙ ปี

ผู้เลือก :  อัลฟอไรนัส เกรกอเรียส ปอนตัส (Alforinus Gregorius Pontus) 
บาทหลวงชาวอินโดนีเซีย วัย ๕๐ ปี

ในอินโดนีเซียเรื่องของซูการ์โนเล่าต่อกันมาในลักษณะประวัติศาสตร์บอกเล่า  คนเฒ่าคนแก่จำนวนมากยังจำเรื่องของเขาได้  เมื่อเราได้ยินชื่อซูการ์โนเรารู้สึกมีกำลังใจ  ผมรับรู้เรื่องของเขาครั้งแรกตอนอายุ ๗ ขวบ  ตอนนั้นเป็นยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โตแล้ว  แม้ภายใต้การปกครองที่มีลักษณะเผด็จการห้ามสอนเรื่องพวกนี้ แต่หลายคนก็ยังกล้าพูดถึงซูการ์โน  ปัจจุบันยังมีกลุ่มของ เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี บุตรสาวของซูการ์โนที่พยายามทำให้เรื่องของเขาเป็นที่รับรู้อีกครั้ง  อย่างไรก็ตามหลักปัญจสีลาคือเรื่องที่เด็ก ๆ ต้องเรียน
“อินโดนีเซียยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าวีรบุรุษ บุคคลสำคัญ  เราต้องการผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  จริง ๆ เรายังมีวีรบุรุษระดับท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก และทางการจะประกาศชื่อวีรบุรุษและวีรสตรีของชาติเพิ่มขึ้นเป็นระยะ  แน่นอน ซูการ์โนมีข้อผิดพลาด เขามีอำนาจมากเกินไป เมื่อครองอำนาจนานก็กลายเป็นเผด็จการ  แต่สำหรับคนอินโดนีเซียเขายังได้รับความนับถือในฐานะบิดาแห่งเอกราชและวีรบุรุษซึ่งต่างจากซูฮาร์โตที่ไม่ได้รับเกียรตินี้แม้จะครองอำนาจยาวนานเช่นกัน
“ปัจจุบันคนอินโดนีเซียไม่ได้ตื่นตัวกับกระแสอาเซียนมากนัก คนที่พูดเรื่องนี้บ่อยที่สุดคือรัฐบาลอินโดนีเซียที่บอกว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร  คนที่อยู่ห่างกรุงจาการ์ตาก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้  พูดง่าย ๆ รัฐบาลเริ่มประชาสัมพันธ์แต่คนจำนวนมากก็ยังยุ่งกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองมากกว่า”
- See more at: http://www.sarakadee.com/2013/04/10/sukarno/#sthash.wRwDEfFt.dpuf

สารคดี

สารคดี