แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด
"รีคอน" นักรบเดนตาย Recon
Posted by Unknown
Posted on 10:24
with No comments
ป้ายกำกับ:
ไทย,
บุคคลสำคัญ,
สงคราม,
สารคดี,
สารคดีไทย
เพลงวันชาติ 24 มิถุนายน
Posted by Unknown
Posted on 14:27
with No comments
ยี่สิบสี่มิถุนายนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบแบบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทยได้สิทธิเสรี
สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย
ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย
ถ้าแม้ว่าชีวิตมลาย ร่างกายก็เป็นปฏิกูล
พวกเราต้องร่วมรัก พิทักษ์ไทยไพบูลย์
อีกรัฐธรรมนูญ คู่ประเทศของไทย
เสียกายเสียชนม์ ยอมทนเสียให้
เสียชาติประเทศไทย อย่ายอมให้เสียเลย
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย
ป้ายกำกับ:
ที่สุดในโลก,
บุคคลสำคัญ,
ประวัติศาสตร์,
เพลงวันชาติ 24 มิถุนายน,
เรื่องราว
ยุทธการบาร์บารอสซ
Posted by Unknown
Posted on 21:19
with No comments
22 มิถุนายน....ในอดีต
22 มิถุนายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941)
สงครามโลกครั้งที่สอง: ทหารฝ่ายอักษะและฟินแลนด์กว่า 4.5 ล้านนาย รุกรานสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซา ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในโลก
ยุทธการบาร์บารอสซา (Operation Barbarossa) เป็นชื่อรหัสสำหรับแผนการบุกสหภาพโซเวียตของนาซีเยอรมนี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ชื่อปฏิบัติการบาร์บารอสซาถูกตั้งชื่อตามพระนามของจักรพรรดิฟรีดริช บาร์บารอสซา แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำสงครามครูเสดครั้งที่สาม ในช่วงคริสต์ศตวรรรษที่ 12
วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนี้ คือ การพิชิตสหภาพโซเวียตทางภาคพื้นยุโรปทั้งหมด ซึ่งถือเอาแนวที่ลากเส้นระหว่าง อัคอังเกลส์ก (Arkangelsk) ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัสเซีย ลงไปจนถึงเมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ที่อยู่ริมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำวอลกา โดยแนวนี้ถูกเรียกว่าแนว AA ปฏิบัติการบาร์บารอสซาไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ฮิตเลอร์คาดหวังไว้ ในทางยุทธวิธีแล้ว กองทัพเยอรมันก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อสหภาพโซเวียต โดยการยึดครองพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากปฏิบัติการบาร์บารอสซา กองทัพเยอรมันไม่อาจเป็นฝ่ายบุกในแนวรบด้านตะวันออกอีกต่อไป และหลังจากนั้น ก็ประสบความพ่ายแพ้มาตลอด
ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งทางด้านกำลังพล พื้นที่ปฏิบัติการและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ความล้มเหลวในยุทธการบาร์บารอสซาเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นสาเหตุโดยรวมที่ทำให้นาซีเยอรมนีต้องประสบกับความพ่ายแพ้ และเป็นจุดเปลี่ยนของนาซีเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากการเปิดการโจมตีของนาซีทำให้เกิดการรบใหม่ขึ้นมาคือแนวรบด้านตะวันออก ซึ่งเป็นยุทธบริเวณที่ใหญ่ที่สุดในโลกตราบจนถึงปัจจุบัน ปฏิบัติการบาร์บารอสซากลายเป็นการรบครั้งยิ่งใหญ่ ความโหดร้าย การสูญเสียชีวิตปริมาณมหาศาล ซึ่งทั้งหมดได้ส่งอิทธิพลต่อสงครามโลกครั้งที่สอง และประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตลอดมา
22 มิถุนายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941)
สงครามโลกครั้งที่สอง: ทหารฝ่ายอักษะและฟินแลนด์กว่า 4.5 ล้านนาย รุกรานสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซา ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในโลก
ยุทธการบาร์บารอสซา (Operation Barbarossa) เป็นชื่อรหัสสำหรับแผนการบุกสหภาพโซเวียตของนาซีเยอรมนี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ชื่อปฏิบัติการบาร์บารอสซาถูกตั้งชื่อตามพระนามของจักรพรรดิฟรีดริช บาร์บารอสซา แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำสงครามครูเสดครั้งที่สาม ในช่วงคริสต์ศตวรรรษที่ 12
วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนี้ คือ การพิชิตสหภาพโซเวียตทางภาคพื้นยุโรปทั้งหมด ซึ่งถือเอาแนวที่ลากเส้นระหว่าง อัคอังเกลส์ก (Arkangelsk) ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัสเซีย ลงไปจนถึงเมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ที่อยู่ริมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำวอลกา โดยแนวนี้ถูกเรียกว่าแนว AA ปฏิบัติการบาร์บารอสซาไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ฮิตเลอร์คาดหวังไว้ ในทางยุทธวิธีแล้ว กองทัพเยอรมันก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อสหภาพโซเวียต โดยการยึดครองพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากปฏิบัติการบาร์บารอสซา กองทัพเยอรมันไม่อาจเป็นฝ่ายบุกในแนวรบด้านตะวันออกอีกต่อไป และหลังจากนั้น ก็ประสบความพ่ายแพ้มาตลอด
ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งทางด้านกำลังพล พื้นที่ปฏิบัติการและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ความล้มเหลวในยุทธการบาร์บารอสซาเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นสาเหตุโดยรวมที่ทำให้นาซีเยอรมนีต้องประสบกับความพ่ายแพ้ และเป็นจุดเปลี่ยนของนาซีเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากการเปิดการโจมตีของนาซีทำให้เกิดการรบใหม่ขึ้นมาคือแนวรบด้านตะวันออก ซึ่งเป็นยุทธบริเวณที่ใหญ่ที่สุดในโลกตราบจนถึงปัจจุบัน ปฏิบัติการบาร์บารอสซากลายเป็นการรบครั้งยิ่งใหญ่ ความโหดร้าย การสูญเสียชีวิตปริมาณมหาศาล ซึ่งทั้งหมดได้ส่งอิทธิพลต่อสงครามโลกครั้งที่สอง และประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตลอดมา
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
ยุทธการบาร์บารอสซ
จูดี การ์แลนด์ (Judy Garland)
Posted by Unknown
Posted on 21:16
with No comments
22 มิถุนายน....ในอดีต
22 มิถุนายน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969)
วันถึงเเก่กรรมของ จูดี การ์แลนด์ นักแสดง/นักร้อง ชาวอเมริกัน
จูดี การ์แลนด์ (Judy Garland) เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน ในช่วงยุคทองของหนังเพลง (Golden Era of musical film) รับบทเป็นโดโรธี ในเรื่อง เดอะวิซาร์ดออฟออซ (The Wizard of Oz) (1939) และร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ชื่อ Over the Rainbow ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นดาราที่มีชื่อเสียงมาก นับแต่นั้นเป็นต้นมา
จูดี การ์แลนด์ เกิดที่เมือง แกรนด์แรพิดส์ ในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา และเสียชีวิตในเมืองเชลซี ในลอนดอน
22 มิถุนายน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969)
วันถึงเเก่กรรมของ จูดี การ์แลนด์ นักแสดง/นักร้อง ชาวอเมริกัน
จูดี การ์แลนด์ (Judy Garland) เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน ในช่วงยุคทองของหนังเพลง (Golden Era of musical film) รับบทเป็นโดโรธี ในเรื่อง เดอะวิซาร์ดออฟออซ (The Wizard of Oz) (1939) และร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ชื่อ Over the Rainbow ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นดาราที่มีชื่อเสียงมาก นับแต่นั้นเป็นต้นมา
จูดี การ์แลนด์ เกิดที่เมือง แกรนด์แรพิดส์ ในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา และเสียชีวิตในเมืองเชลซี ในลอนดอน
ป้ายกำกับ:
22 มิถุนายน,
จูดี การ์แลนด์ (Judy Garland),
บทความ,
บุคคลสำคัญ
22 มิถุนายน วันนี้ในอดีต
Posted by Unknown
Posted on 20:59
with No comments
22 มิถุนายน....ในอดีต
22 มิถุนายน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)
สภาผู้แทนราษฎรแห่งแคนาดาลงมติย กเลิกโทษประหารชีวิต
โทษประหารหรือการประหารชีวิต (Capital punishment or the death penalty) เป็นกระบวนการทางกฎหมายในการที่ คนที่มีชีวิตอยู่จะถูกทำให้ตายโ ดยรัฐเพื่อเป็นการลงโทษความผิดท างอาญา โทษประหารชีวิต คือ โทษสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติให้นั กโทษที่ได้รับการพิพากษาถึงที่ส ุดแล้ว มีผลต้องถูกทำให้เสียชีวิตตามกร ะบวนการยุติธรรม โดยบุคคลที่กระทำหน้าที่นี้เรีย กว่า เพชฌฆาต พระราชกฤษฎีกาการพิจารณาคดีกับค นที่ถูกลงโทษในลักษณะนี้คือ การตัดสินประหารชีวิต (death sentence), ในขณะที่กระบวนการจริงของการประ หารบุคคลนั้นคือ การสำเร็จโทษ (execution) อาชญากรรมที่จะส่งผลต่อการทำให้ เกิดการประหารชีวิตนักโทษเป็นที ่รู้จักกันว่าเป็นอาชญากรรมเมือ งหรือการกระทำความผิดเมือง คำศัพท์ capital มีต้นกำเนิดมาจากคำภาษาละตินว่า capitalis ความหมายตามตัวอักษรคือ "ที่เกี่ยวข้องกับหัว" (หมายถึงการประหารชีวิตโดยการตั ดหัว)
โทษประหารนั้น ในอดีตที่ผ่านมาได้รับประสบการณ ์มาจากสังคมส่วนใหญ่ (จากข้อกล่าวอ้างที่มีชื่อเสียง แห่งจักรวรรดิเคียฟรุส (Kievan Rus)
ในอดีต จะใช้วิธีประหารชีวิตที่ส่งผลให ้ประชาชนเกิดความกลัว และไม่กล้าที่จะกระทำความผิด เช่น
- การตัดศีรษะ (beheading, decapitation)
- การฝังทั้งเป็น (buried alive)
- การโยนลงไปในหลุมงู (snake pit) หรือ ประหารโดยใช้สัตว์ป่า แมลง
- การผ่าท้อง (disembowelment) ตัวอย่างเช่น ฮาราคีรี
- การเผาทั้งเป็น (burning to death)
- นอกจากนี้ ยังมีวิธีประหารชีวิตเฉพาะชาติต ่างๆ เช่น
- การหักหลัง (breaking back) ในชนชาติมองโกล
- การแล่เนื้อ (slow slicing) ในจีน
- การตรึงกางเขน (crucifixion) ในโรมันโบราณ
- โทษประหารแบบ drawing and quartering ในอังกฤษ โดยสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ เป็นผู้ริเริ่ม
- โทษประหารแบบ Scaphism หรือ The Boats ในเปอร์เซีย เป็นต้น
ในปัจจุบัน โทษประหารชีวิตในหลายประเทศได้ถ ูกยกเลิกไป เนื่องจากเหตุผลทางมนุษยชน
22 มิถุนายน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)
สภาผู้แทนราษฎรแห่งแคนาดาลงมติย
โทษประหารหรือการประหารชีวิต (Capital punishment or the death penalty) เป็นกระบวนการทางกฎหมายในการที่
โทษประหารนั้น ในอดีตที่ผ่านมาได้รับประสบการณ
ในอดีต จะใช้วิธีประหารชีวิตที่ส่งผลให
- การตัดศีรษะ (beheading, decapitation)
- การฝังทั้งเป็น (buried alive)
- การโยนลงไปในหลุมงู (snake pit) หรือ ประหารโดยใช้สัตว์ป่า แมลง
- การผ่าท้อง (disembowelment) ตัวอย่างเช่น ฮาราคีรี
- การเผาทั้งเป็น (burning to death)
- นอกจากนี้ ยังมีวิธีประหารชีวิตเฉพาะชาติต
- การหักหลัง (breaking back) ในชนชาติมองโกล
- การแล่เนื้อ (slow slicing) ในจีน
- การตรึงกางเขน (crucifixion) ในโรมันโบราณ
- โทษประหารแบบ drawing and quartering ในอังกฤษ โดยสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ เป็นผู้ริเริ่ม
- โทษประหารแบบ Scaphism หรือ The Boats ในเปอร์เซีย เป็นต้น
ในปัจจุบัน โทษประหารชีวิตในหลายประเทศได้ถ
ป้ายกำกับ:
22 มิถุนายนวันนี้ในอดีต,
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
ภาพ,
เรื่องในอดีต,
เรื่องราว
แบงค์ 80 บาท
Posted by Unknown
Posted on 15:09
with No comments
*แบงค์ 80 บาท* สวยจัง...น่ามีไว้ในครอบครอง !! ;)
*ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ
ทั้งนี้ ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติส
ส่วนภาพด้านหลังธนบัตร เชิญพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพร
ป้ายกำกับ:
เงิน,
ไทย,
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
แบงค์ 80 บาท
ชีวประวัติหม่อมราชวงเสนีย์ ปราโมช
Posted by Unknown
Posted on 15:07
with No comments
ป้ายกำกับ:
ชีวประวัติหม่อมราชวงเสนีย์ ปราโมช,
บทความ,
บุคคลสำคัญ
ชีวประวัตินายกทวี บุณยเกตุ
Posted by Unknown
Posted on 15:06
with No comments
ป้ายกำกับ:
ชีวประวัตินายกทวี บุณยเกตุ,
บทความ,
บุคคลสำคัญ
ชีวประวัตินายกควง อภัยวงศ์1
Posted by Unknown
Posted on 15:03
with No comments
ป้ายกำกับ:
ชีวประวัตินายกควง อภัยวงศ์1,
บทความ,
บุคคลสำคัญ
ชีวประวัติจอมพลแปลก พิบูลสงคราม1
Posted by Unknown
Posted on 15:02
with No comments
ป้ายกำกับ:
ชีวประวัติจอมพลแปลก พิบูลสงคราม1,
บทความ,
บุคคลสำคัญ
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 3/3
Posted by Unknown
Posted on 14:59
with No comments
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 3/3
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 2/3
Posted by Unknown
Posted on 14:59
with No comments
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 2/3
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 1/3
Posted by Unknown
Posted on 14:58
with No comments
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
ปรีดีย์ พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 1/3
สารคดีบุคคลสำคัญอาเซียน ตอน ลาววัฒนา
Posted by Unknown
Posted on 14:50
with No comments
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
สารคดีบุคคลสำคัญอาเซียน
ดร. โก๊ะเค็งซวี
Posted by Unknown
Posted on 14:48
with No comments
“ชาวสิงคโปร์เชื่อการทำงานหนัก เชื่อในการค้าเสรี เชื่อว่าเราจะปรับตัวได้ เชื่อในการคว้าโอกาสสุดท้ายเชื่อมั่นในตัวเอง นี่คือคุณภาพประชากรที่จะช่วยเปลี่ยนเกาะเล็กๆ ที่มีแต่บึงเฉอะแฉะไปสู่เมืองหลวงที่เฟื่องฟู”
ดร. โก๊ะเค็งซวี
สุนทรพจน์ที่กล่าวในโอกาสเยือนหอการค้าจีน ปี ๒๕๑๒/๑๙๖๙
| วันประกาศเอกราช | ๙ สิงหาคม ๒๕๐๘/๑๙๖๕ |
| ชื่อทางการ | สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore) |
| เมืองหลวง | สิงคโปร์ |
| ระบอบการปกครอง | ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา |
| ประชากร | ๕,๐๗๖,๗๐๐ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook) |
| ภาษาราชการ | ภาษาอังกฤษ จีนกลาง มลายู ทมิฬ |
ดร. โก๊ะเค็งซวี เกิดเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๖๑/๑๙๑๘ ที่รัฐมะละกา (ภายใต้การปกครองของอังกฤษ) ครอบครัวของเขาเป็นชาวเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มลายู) เขาย้ายตามครอบครัวมาอยู่สิงคโปร์ตอนอายุได้ ๒ ขวบ เข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนอังกฤษ-จีน (Anglo-Chinese School) และศึกษาต่อที่วิทยาลัยแรฟเฟิลส์ (Raffles College) จนจบเมื่อปี ๒๔๘๒/๑๙๓๙ จากนั้นรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการสังคมของรัฐบาลอาณานิคมสิงคโปร์
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขากลับเข้ารับราชการตามเดิม ก่อนได้ทุนไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ London School of Economics (LSE) ในปี ๒๔๙๐/๑๙๔๗ ขณะอยู่ในลอนดอน เขาร่วมกับนักเรียนทุนสิงคโปร์ที่มีแนวคิดต่อต้านอาณานิคม เช่น ลีกวนยู ก่อตั้ง Malayan Forum เพื่อถกเถียงปัญหาทางการเมืองของอาณานิคม โดยเขารับเป็นประธานกลุ่มคนแรก
เขาจบจาก LSE ด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ ได้รับรางวัล William Farr Prize แล้วกลับมารับราชการช่วงสั้น ๆ ก่อนได้ทุนกลับไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ LSE อีกครั้งในสาขาเดิม จนจบในปี ๒๔๙๙/๑๙๕๖
โก๊ะเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับพรรคกิจประชา (PAP) ของลีกวนยู เส้นทางการเมืองของเขาหลังจากนั้นคือการดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี ๒๕๐๒/๑๙๕๙ ซึ่งเขาวางนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสร้างงานในประเทศ พลิกเขตจูร่ง(Jurong) จากพื้นที่ชื้นแฉะให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ริเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการ Economic Development Board (EDB) ในปี ๒๕๐๔/๑๙๖๑ เพื่อออกมาตรการดึงดูดนักลงทุน หลังสิงคโปร์แยกตัวจากมาเลเซียเป็นเอกราชในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ โก๊ะผลักดันให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ
อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนแรกของสิงคโปร์ ในช่วงที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ โก๊ะเร่งสถาปนากองทัพสิงคโปร์ท่ามกลางความขาดแคลนทรัพยากรและกำลังคนด้วยการสร้างกลุ่มนายทหารที่จะเป็นกำลังหลักโดยมีกำลังเสริมเป็นอาสาสมัคร ๓,๐๐๐ นาย ต่อมาในปี ๒๕๑๐/๑๙๖๗ จึงเริ่มใช้ระบบเกณฑ์ทหาร โดยผู้ชายสิงคโปร์ทุกคนที่อายุครบ ๑๘ ปีจะต้องเข้ารับการฝึกวิชาทหาร ร้อยละ ๑๐ จะถูกคัดเลือกเข้าประจำการ เมื่อครบกำหนดก็จะปลดประจำการและถูกทดแทนด้วยกำลังสำรองรุ่นใหม่
โก๊ะยังมีผลงานสำคัญขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี ๒๕๒๒/๑๙๗๙ โดยก่อตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัดและความสามารถของตนเอง ซึ่งนโยบายนี้ช่วยลดจำนวนนักเรียนที่ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน
ทั้งนี้นอกจากงานใน ๒ กระทรวงสำคัญ เขายังดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการของรัฐบาลอีกหลายชุดและเป็นที่ปรึกษาขององค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่ง
หลังจากตรวจพบมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะในเดือนกันยายน ๒๕๒๖/๑๙๘๓ เขาลาออกจากทุกตำแหน่งทาง
การเมืองในเดือนธันวาคมปีต่อมา แต่ยังดำรงตำแหน่งในองค์กรเอกชน อย่างไรก็ตามอาการที่ทรุดลงเรื่อย ๆ ทำให้เขาต้องนอนพักรักษาตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓/๒๐๐๐ จนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓/๒๐๑๐
การเมืองในเดือนธันวาคมปีต่อมา แต่ยังดำรงตำแหน่งในองค์กรเอกชน อย่างไรก็ตามอาการที่ทรุดลงเรื่อย ๆ ทำให้เขาต้องนอนพักรักษาตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓/๒๐๐๐ จนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓/๒๐๑๐
โก๊ะได้รับการยกย่องเป็น “สถาปนิกเศรษฐกิจ” ของสิงคโปร์ ในปี ๒๕๑๕/๑๙๗๒ เขาได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการรัฐกิจ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสิงคโปร์คือ Order of Temasek เมื่อปี ๒๕๒๘/๑๙๘๕ ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาประเทศ กลุ่มธุรกิจและมหาวิทยาลัยแห่งชาติยังตั้งกองทุนและมอบทุนการศึกษาในชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติมาจนถึงทุกวันนี้
ล่าสุดในปี ๒๕๕๑/๒๐๐๘ ปัวซวีเหลียง (Pua Swee Liang) ภรรยาของเขาก่อตั้งมูลนิธิโก๊ะเค็งซวีขึ้น เพื่อรักษาเรื่องราวและเผยแพร่แนวคิดของโก๊ะต่อสาธารณชน
ผู้เลือก : เอ็ดการ์ เหลียว (Edgar Liao)
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ วัย ๓๒ ปี
ผมเลือก โก๊ะเค็งซวี (Goh Keng Swee) ด้วยเหตุผลคือ หนึ่ง ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์กล่าวสรรเสริญโก๊ะไว้ว่า นี่คือชายที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแยกสิงคโปร์จากมาเลเซียในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ประการแรกโก๊ะคิดว่าการปกครองตนเองคือทางที่ดีที่สุดในการเผชิญปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ มากกว่าจะคงเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย ประการต่อมา ในรัฐบาลสิงคโปร์หลังประกาศเอกราช โก๊ะมีบทบาทสำคัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมสิงคโปร์ในแบบที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
“นโยบายที่ส่งผลมากคือการเกณฑ์ทหาร การปฏิรูประบบการศึกษาและพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบเกณฑ์ทหารทำให้หลากหลายเชื้อชาติมาหลอมรวมกัน เกิดความรักชาติ สร้างความมั่นคงให้เกาะเล็ก ๆ ในสายตานักลงทุนต่างประเทศ สนับสนุนให้สอน ๒ ภาษาในโรงเรียนตั้งแต่ปี ๒๕๒๒/๑๙๗๙ เปิดเขตเศรษฐกิจจูร่งในปี ๒๕๐๔/๑๙๖๑ กระทั่งบทบาททางวัฒนธรรม เขาคือผู้ก่อตั้งวงสิงคโปร์ ซิมโฟนี ออร์เคสตรา และสวนสัตว์สิงคโปร์
“ผมรู้จักโก๊ะจากหนังสือเรียนชั้นมัธยม ชื่อของเขาถูกพูดถึงบ่อยรองจาก ลีกวนยู ผมมารู้จักเขามากขึ้นสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ในสิงคโปร์เราคุยเรื่องกลุ่มผู้ก่อตั้งประเทศมากขึ้น จากเดิมที่เน้นที่ ลีกวนยู คนเดียว สมัยก่อนโก๊ะเป็นที่รู้จัก แต่ก็ไม่มากเท่าปัจจุบัน เพราะหลังเขาเสียชีวิตในปี ๒๕๕๓/๒๐๑๐ เริ่มมีบทความที่เกี่ยวข้อง มีหนังสือ ๒ เล่มตีพิมพ์ออกมาในปีเดียวกัน มีการศึกษาชีวิตโก๊ะและผู้ก่อตั้งสิงคโปร์คนอื่น ๆ คนสิงคโปร์หลายคนดีใจที่มีเรื่องราวผู้ก่อตั้งประเทศคนอื่นนอกจาก ลีกวนยู
“สิงคโปร์เป็นประเทศอายุน้อย เราเพิ่งเขียนประวัติศาสตร์ใช้ในโรงเรียนจริงจังเมื่อปี ๒๕๔๐/๑๙๙๗ ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ เมื่อเขียนก็ไม่ได้เพ่งเล็งที่ผู้นำทางการเมือง แต่ยุคหลัง ๆ เมื่อมีรัฐมนตรีในยุคสร้างชาติเสียชีวิต เรื่องของเขาจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เอาเข้าจริงผมคิดว่าสิงคโปร์อาจไม่ต้องการบุคคลสำคัญ เพราะแต่ละคนต่างมีอยู่ในใจแล้ว”
|
ป้ายกำกับ:
ดร. โก๊ะเค็งซวี,
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
สารคดี
เหงวียน จ๋าย
Posted by Unknown
Posted on 14:45
with No comments
“แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่เข้มแข็งและอ่อนแอแต่ไม่มีครั้งใดที่เราจะขาดวีรบุรุษ”
เหงวียน จ๋าย
Bình Ngô Đại Cáo (คำประกาศชัยชนะเหนือกองทัพราชวงศ์หมิง)
| วันประกาศเอกราช | ๒ กันยายน ๒๔๘๘/๑๙๔๕ |
| ชื่อทางการ | สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) |
| เมืองหลวง | ฮานอย |
| ระบอบการปกครอง | คอมมิวนิสต์ |
| ประชากร | ๙๐,๓๘๘,๐๐๐ คน (กรกฎาคม ๒๕๕๕/๒๐๑๒, CIA World Factbook) |
| ภาษาราชการ | ภาษาเวียด |
เกิดที่หมู่บ้านจีหง่าย (Chi Ngại) ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดหายเซือง (Hải Dương) บิดาเป็นปราชญ์ขงจื๊อฐานะยากจน มารดาเป็นบุตรสาวของขุนนางราชสำนักโห่ (Hô) เหงวียน จ๋าย สอบเข้ารับราชการในราชสำนักโห่ในปี ๑๙๔๓/๑๔๐๐ ทว่าหลังจากนั้นในปี ๑๙๕๐/๑๔๐๗ กองทัพจีนราชวงศ์หมิงก็ยกทัพมาโจมตีราชวงศ์โห่ จนได้ชัยชนะและกวาดต้อนผู้คนไปเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือบิดาของเขาโดยหลักฐานเวียดนามบางชิ้นระบุว่า เหงวียน จ๋าย หนีการจับกุมได้ แต่หลักฐานบางชิ้นก็ระบุว่าบิดาขอร้องให้เขาอยู่ในเวียดนามเพื่อหาทางกู้อิสรภาพ
ท่ามกลางความวุ่นวาย เหงวียน จ๋าย สืบหาความเคลื่อนไหวของกองกำลังอิสระต่าง ๆ จนพบว่าที่ภูเขาลามเซิน (Lam Sơn) ขบวนการลามเซิน นำโดย เล เหล่ย มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะรวบรวมผู้กล้าตอบโต้กองทัพหมิง เขาจึงร่วมกับ เล เหล่ย โดย เล เหล่ย นับถือ เหงวียน จ๋าย เป็นสหายร่วมรบ
เหงวียน จ๋าย มอบตำราพิชัยสงคราม บิ่ง โง (Bình Ngô) ที่เขาเขียนขึ้น ๓ เล่มใหญ่ให้ เล เหล่ย ใช้ต่อสู้กับกองทัพหมิง หลังจากนั้นขบวนการลามเซินก็ได้ชัยชนะในหลายสนามรบด้วยยุทธวิธีที่หลากหลาย โดยเฉพาะการทำสงครามกองโจรตัดเสบียงอาหารกองทัพหมิง ภายใต้คำขวัญปลุกใจว่า “เก็บแต่น้อย ตีให้หนัก เปลี่ยนความอ่อนแอเป็นความเข้มแข็งและชัยชนะ ใช้ความรักในเพื่อนมนุษย์สู้กับความอำมหิต”
นอกจากวางแผนยุทธศาสตร์ เหงวียน จ๋าย ยังเขียนแถลงการณ์และจดหมายติดต่อกับกองทัพราชวงศ์หมิงให้ เลเหล่ย ในที่สุดก็ขับไล่กองทัพหมิงได้สำเร็จในปี ๑๙๗๑/๑๔๒๘ เมื่อ เล เหล่ย ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เล เหงวียน จ๋าย ได้รับพระราชโองการให้เขียน “คำประกาศชัยชนะเหนือกองทัพราชวงศ์หมิง” บิ่ง โง ได่ ก๊าว (Bình Ngô Đại Cáo – Great Proclamation upon the Pacification of the Wu)* ซึ่งสื่อถึงการกำชัยชนะเหนือ จูหยวนจาง จักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์หมิงโดยตรง
ช่วงต้นรัชกาลจักรพรรดิเล เหล่ย เหงวียน จ๋าย เป็นเสนาบดีคนสำคัญ ได้รับพระราชทานชุดขุนนางและป้ายจารึกนาม เล จ๋าย (Lê Trãi) มีบทบาทในการวางระบบบริหารราชการแผ่นดิน เขานำระบบราชสำนักจีนมาปรับใช้ เช่น ปรับปรุงการสอบจอหงวนเพื่อเปิดรับผู้มีความสามารถสอบเข้ารับราชการโดยไม่จำกัดชนชั้น
ช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิเล เหล่ย ทรงฟังขุนนางกังฉิน ลงโทษขุนนางผู้มีความดีความชอบ เหงวียน จ๋าย ก็ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ในที่สุดเขาถูกจำคุก ๓ เดือน เมื่อพ้นโทษออกมารับราชการอีกครั้งก็ไม่ได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป เมื่อ เล เหล่ย สิ้นพระชนม์ เล ซ้าด (Lê Sát) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระโอรส เล ท้าย ทง (Lê Thái Tông) ที่ยังทรงพระเยาว์ก็บริหารบ้านเมืองแทน และกลั่นแกล้ง เหงวียน จ๋าย จนต้องลาออกจากราชการไปอาศัยอย่างสงบที่เขาจี้หลินทางเหนือของเมืองฮานอย ที่นั่นเขาใช้เวลาแต่งบทกวีและสนทนากับนักปราชญ์
ปี ๑๙๘๕/๑๔๔๒ เมื่อยุวกษัตริย์เสด็จฯ มาพบ เหงวียน ถิ โหละ (Nguyễn Thị Lộ) ภรรยาของ เหงวียน จ๋าย ปรากฏว่าเมื่อเสด็จฯ กลับก็ทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาและภรรยาถูกตั้งข้อหาปลงพระชนม์และได้รับโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ๒๐ ปีต่อมา เมื่อความจริงปรากฏ เล แท้ง ตง (Lê Thánh Tông) จักรพรรดิรัชกาลต่อมาก็ทรงขอขมา เหงวียน จ๋าย อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์
เหงวียน จ๋าย ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นผู้วางระบบการศึกษาและวัฒนธรรมของเวียดนามจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี ๒๕๒๓/๑๙๘๐ โดยมีการจัดงานฉลองครบรอบ ๖๐๐ ปีชาตกาล ของ เหงวียน จ๋าย ทั่วประเทศเวียดนาม
ทุกวันนี้บนเขาจี้หลินยังมีศาลเจ้า เหงวียน จ๋าย อยู่บนยอดเขา ที่พักของเขาได้รับการบูรณะขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยใกล้ ๆ มีวัดอายุเก่าแก่นับร้อยปีตั้งอยู่
* ในตำราเรียนประวัติศาสตร์เวียดนามระดับมัธยมศึกษา กำหนดให้นักเรียนเรียนคำประกาศเอกราช ๓ ฉบับ “บิ่ง โง ได่ ก๊าว” มีฐานะเป็นคำประกาศเอกราชครั้งที่ ๒ (คำประกาศเอกราชครั้งแรกคือ “นาม ก๊วก เซิน ห่า” (Nam Quốc Sơn Hà) ส่วนคำประกาศเอกราชครั้งที่ ๓ คือคำประกาศเอกราชของประธานาธิบดีโฮจิมินห์)
ผู้เลือก : หวู ดึ๊ก เลียม (VŨ Đức Liêm)
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งชาติฮานอย (Hanoi National University of Education) วัย ๒๗ ปี
ผมเลือก เหงวียน จ๋าย เพราะเขาคือผู้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเวียดนาม ผมไม่เลือกโฮจิมินห์ เพราะที่ผ่านมาคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์มักเป็นคนพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพที่สนใจแต่ประวัติศาสตร์ต่อต้านเจ้าอาณานิคม ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ที่ศึกษาประวัติศาสตร์คิดถึงประวัติศาสตร์เวียดนามที่มากกว่ายุคคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเต็มไปด้วยสงครามและเป็นภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงประเทศนี้ แน่นอน ลุงโฮเป็นคนสำคัญ เป็นวีรบุรุษแห่งชาติเสมอสำหรับเวียดนาม แต่เรากำลังพยายามคิดถึงผู้ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมด้วย
“ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เหงวียน จ๋าย นำวัฒนธรรมจีนมาใช้ในราชสำนักเล เปลี่ยนจากเดิมที่มีลักษณะพุทธให้มีลักษณะ ‘โอรสสวรรค์’ แบบฮ่องเต้จีนมากขึ้น ผลงานของเขาที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ “บิ่ง โง ได่ ก๊าว” คำประกาศเอกราชที่บ่งบอกอุดมคติเวียดนาม และตอนนี้ได้กลายเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกันอย่างไร ขออธิบายว่าแนวคิด เช่น ‘กษัตริย์ที่ดี ราชสำนักที่ต้องรับใช้ราษฎร’ สิ่งเหล่านี้ถูกพัฒนา กลายเป็นความคาดหวังที่คนเวียดนามมีต่อผู้ปกครอง ราชวงศ์อยู่ได้หรือไม่ก็ขึ้นกับว่าพวกเขาดูแลราษฎรหรือไม่ พอถึงยุคต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม โฮจิมินห์ก็นำมาปรับใช้…ใช่ครับ อุดมการณ์ของลุงโฮส่วนหนึ่งมีฐานจากอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนิน แต่อีกส่วนก็มีพัฒนาการจากในเวียดนามเอง
“คนเวียดนามปัจจุบันรู้จัก เหงวียน จ๋าย แต่ปัญหาคือจำนวนมากรู้แค่เขาเป็นคนวางยุทธศาสตร์ต่อต้านกองทัพราชวงศ์หมิงที่พยายามยึดครองเวียดนามในอดีต แต่ไม่รู้ถึงผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคมที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งผมอยากเน้นจุดนี้ เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์อาเซียน ถ้าเราคิดถึงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เราจะพบว่าในยุคก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ มีการส่งผ่านแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมกันอย่างแพร่หลาย เราจะพบว่าคนยุคโบราณนั้นมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าคนรุ่นปัจจุบัน และเรื่องนี้สำคัญมากกับอาเซียน
“ถ้าเราจะค้นหาบุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนอาเซียนสักคน ในระยะสั้นคงยากเพราะแต่ละประเทศมีค่านิยมพื้นฐานแตกต่างกัน แต่ถ้าเรามองให้ไกลออกไป อาจนึกถึงนักคิด และตั้งเงื่อนไขที่ต่างออกไป ผมคิดว่าเขาต้องมีมุมมองระดับภูมิภาค สร้างความเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างกว้างขวาง และทำให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าอกเข้าใจกัน พูดตามตรง ผมนึกถึงคนอย่างประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซีย รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ของไทย ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ของเวียดนาม นายพลอองซานของพม่า คนเหล่านี้มีภูมิหลังแตกต่างกัน มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน แต่พวกเขาเป็นเพื่อนกัน และครั้งหนึ่งอาเซียนเกือบจะเกิดขึ้นได้เพราะรัฐบุรุษเหล่านี้ และพวกเขามีมาตรฐานร่วมกันคือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น และทำเพื่อมหาชน
“ทุกสังคมต้องการวีรบุรุษ แต่เราสร้างวีรบุรุษขึ้นมาไม่ได้ วีรบุรุษต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน ไม่ใช่ทางการ จะมีสักกี่คนที่บทบาทของเขากระทบกับคนจำนวนมาก กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อยังประโยชน์กับคนหมู่มาก คนเหล่านี้ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างและทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้า”
|
ป้ายกำกับ:
บทความ,
บุคคลสำคัญ,
สารคดี,
เหงวียน จ๋าย
สารคดี
สารคดี
.jpg)









